SONGFABLE · 2020

Levitating

DUA LIPA · 2020

Levitating - Dua Lipa (2020)

Levitating — เมื่อดิสโก้กลับมาช่วยให้โลกลอยตัวเหนือปี 2020

TL;DR: "Levitating" คือซิงเกิลจากอัลบั้ม Future Nostalgia (2020) ของ Dua Lipa ที่กลายเป็นบทเพลงประจำปีล็อกดาวน์โดยไม่ตั้งใจ เพลงนี้สวมเสื้อผ้าดิสโก้ยุค 70s กระดุมฟังก์ยุค 80s แต่ภายในเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะหนีออกจากพื้นโลก — ทั้งในความหมายของความรักที่ทำให้ตัวเบา และในความหมายของการอยากลืมข่าวร้ายรอบตัว มันคือเพลงที่อธิบายว่าทำไม "การเต้นในห้องนอนคนเดียว" ถึงกลายเป็นกิจกรรมทางจิตวิญญาณของคนทั้งโลกในช่วงเวลานั้น


Hook: ดิสโก้บอลในห้องที่ปิดสนิท

ปี 2020 เป็นปีที่ไนต์คลับทั่วโลกปิดไฟ ฟลอร์เต้นรำใน Soi 11 เงียบ Saxophone Pub แถวอนุสาวรีย์ชัยฯ เลื่อนโชว์ บาร์ที่ทองหล่อปรับตัวขายค็อกเทลแบบเดลิเวอรี และเด็กกรุงเทพฯ ที่เคยลากกันไปฟัง DJ ดึก ๆ ที่ Beam ต้องหันมาเปิดลำโพง Bluetooth ในคอนโดตัวเองแทน

ในช่วงเวลานั้นเอง ที่เพลงเปิดด้วยริฟฟ์เบสฟังก์สะอาด ๆ คล้ายจะเดินออกมาจาก Studio 54 ปี 1979 ถูกปล่อยออกมาในวันที่ 27 มีนาคม 2020 — สองสัปดาห์หลังจาก WHO ประกาศให้ COVID-19 เป็นโรคระบาดใหญ่ Dua Lipa ลังเลที่จะปล่อยอัลบั้มในจังหวะที่โลกกำลังพัง แต่เมื่ออัลบั้มหลุดบนอินเทอร์เน็ตก่อนกำหนด เธอตัดสินใจปล่อยเต็มอัลบั้ม และ "Levitating" ก็กลายเป็นเพลงที่ผู้คนไม่ได้แค่ฟัง — แต่ใช้มันเป็นเครื่องมือเอาตัวรอด

มันคือดิสโก้บอลในห้องที่ปิดสนิท เป็นความพยายามจะลอยตัวขึ้นจากพื้นที่ติดอยู่

Background: Future Nostalgia กับศิลปะแห่งการขโมยอย่างเข้าใจ

Dua Lipa เกิดที่ลอนดอนในปี 1995 พ่อแม่เป็นชาวแอลเบเนียจากโคโซโว เธอย้ายกลับ Pristina ตอนวัยรุ่นก่อนกลับลอนดอนเดี่ยวเดี่ยวเพื่อไล่ตามความฝันด้านดนตรี อัลบั้มแรกของเธอในปี 2017 ทำให้เธอกลายเป็นป็อปสตาร์ระดับโลก แต่มันก็ติดอยู่กับซาวด์ "tropical house ลูกผสม EDM" ที่กำลังครองชาร์ตในยุคนั้น — ซึ่งเธอเองยอมรับว่าเริ่มเบื่อ

อัลบั้มที่สอง Future Nostalgia คือการตัดสินใจกระโดดออกจากสูตรสำเร็จนั้นโดยสิ้นเชิง เธอกับโปรดิวเซอร์อย่าง Stuart Price (อดีตมือทำอัลบั้ม Confessions on a Dance Floor ของ Madonna), Ian Kirkpatrick และ Koz ตั้งใจสร้างอัลบั้มที่ฟังดูเหมือนคนปี 2020 ไปขุดแผ่นไวนิลจากปี 1979 ขึ้นมา แล้วเอามาตัดต่อใหม่ในแบบที่คนยุค TikTok ฟังเข้าใจ

ตัวเพลง "Levitating" ผ่านมือมาหลายคน เริ่มจาก Sarah Hudson (นักแต่งเพลงชาวอเมริกัน) และ Clarence Coffee Jr. ที่เอาเดโมมาให้ฟัง ก่อน Stephen Kozmeniuk หรือ Koz จะเข้ามาประกอบจิ๊กซอว์สุดท้าย ริฟฟ์เบสที่ฟังดูคุ้น ๆ นั้นได้แรงบันดาลใจจากดิสโก้คลาสสิกอย่าง "I Feel Love" ของ Donna Summer และ "Good Times" ของ Chic ส่วนการร้องแบบครึ่งร้องครึ่งแร็ปในท่อนเวิร์สเป็นการคารวะ funk-pop ยุค Prince — โดยเฉพาะอัลบั้ม 1999

แต่สิ่งที่ทำให้เพลงนี้ไม่ใช่แค่ "เพลงย้อนยุค" คือเลเยอร์ของซินธ์สมัยใหม่ที่บางเฉียบ การมิกซ์เสียงเบสให้คมแบบโปรดักชันป็อปปี 2020 และเสียงร้องของ Dua Lipa ที่ตั้งใจร้องให้แห้งและเคลียร์ — ตรงข้ามกับสไตล์ "เปียกชุ่มด้วยรีเวิร์บ" ของยุคดิสโก้จริง ๆ มันคือดิสโก้ที่ผ่านการล้างให้สะอาดด้วยน้ำยา minimalism ของยุคสตรีมมิ่ง

Real Meaning: ความรักในฐานะการต่อต้านแรงโน้มถ่วง

เนื้อหาผิวเผินของเพลงคือเรื่องผู้ชายที่พิเศษมากจนทำให้ผู้เล่าเรื่องรู้สึกลอยตัว — เป็นแฟนตาซีไซไฟแบบเบา ๆ ที่ใส่กาแล็กซี ยานอวกาศ และดวงดาวเข้ามาเป็นภาษาภาพ มันไม่ใช่เพลงรักโรแมนติกแบบบัลลาด แต่เป็นเพลงรักแบบ "เจอกันที่ฟลอร์เต้นรำแล้วใจเต้นแรง" ที่บอกเล่าผ่านอุปมาเชิงจักรวาล

แต่ลึกลงไป "Levitating" คือเพลงเกี่ยวกับการ เลือกที่จะลอย ในยุคที่ทุกอย่างพยายามดึงคุณลงพื้น

ปี 2020 เป็นปีที่อัลกอริทึมป้อนข่าวร้ายรายชั่วโมง ตัวเลขผู้ติดเชื้อขึ้นทุกวัน เศรษฐกิจถดถอย การประท้วง Black Lives Matter ทั่วโลก ไฟไหม้ที่ออสเตรเลีย และการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่กลายเป็นละครเสียงดัง การ "ลอยตัว" ไม่ใช่การหลีกหนีในแง่ลบ แต่เป็น กลยุทธ์ทางจิตใจ ที่ทำให้คนรอดมาได้

นักวิจารณ์เพลงหลายคนชี้ว่า Future Nostalgia ทั้งอัลบั้มไม่ได้พูดถึงโควิดสักคำ แต่กลับกลายเป็นซาวด์แทร็กที่เข้ากับช่วงเวลานั้นที่สุด เพราะมันเสนอ "ทางเลือก" — โลกอีกใบที่คุณยังเต้นได้ ยังหัวเราะได้ ยังรู้สึกเซ็กซี่ในห้องคนเดียวได้ มันคือ utopianism เล็ก ๆ ขนาด 3 นาที 23 วินาที

Dua Lipa เคยให้สัมภาษณ์ในยุคนั้นว่าเธอตั้งใจให้อัลบั้มเป็น "การหลบหนีในรูปแบบของเสียง" (escapism in audio form) และเพลงนี้คือยอดสุดของแนวคิดนั้น — ความรักในเพลงไม่ได้เป็นเรื่องจริงจัง มันเป็นพาหนะ เป็นยานอวกาศจริง ๆ ที่พาผู้ฟังออกจากห้องนั่งเล่นที่เปิด CNN ทั้งวัน

บริบทวัฒนธรรมสำหรับผู้อ่านไทย

สำหรับคนไทยที่โตมากับเพลงเพื่อชีวิตของคาราบาว หรือเพลงร็อกหนัก ๆ ของ Bodyslam หรือเพลงอินดี้แห่งยุค 2000s ของ Modern Dog "Levitating" อาจดูเหมือนคนละโลก — มันคือป็อปดิสโก้ตะวันตกที่ไม่มีร่องรอยของ "ความเป็นไทย" ใด ๆ

แต่ถ้ามองให้ลึก เพลงนี้กลับ resonate กับวัฒนธรรมการ "หาทางออก" ของไทยอย่างน่าสนใจ

ในยุค 70s ที่ดิสโก้ดังในนิวยอร์ก เมืองไทยก็มีวัฒนธรรมไนต์ไลฟ์ของตัวเอง — Saxophone Pub ที่เพิ่งเปิดในปี 1987 ไม่ได้เล่นดิสโก้ แต่เล่นแจ๊สและบลูส์ในยุคที่คนกรุงต้องการ "ห้องที่ไม่ใช่ห้องทำงาน" บาร์แถวสุขุมวิทยุค 90s ที่เปิดเพลง house ตอนตี 2 หรือคลับ DJ ในยุค 2000s ก็ทำหน้าที่เดียวกัน — เป็นพื้นที่ให้คนเมืองได้ "ลอย" ออกจากชีวิตประจำวันชั่วคราว

เมื่อโควิดมาถึงในปี 2020 พื้นที่เหล่านี้หายไปทั้งหมด คนกรุงเทพฯ ที่เคยไป Onyx ที่ RCA หรือ Sing Sing Theater ที่ทองหล่อต้องอยู่บ้าน และนั่นคือจังหวะเดียวกับที่ "Levitating" ขึ้น TikTok สำหรับวัยรุ่นไทยที่ติดอยู่ใน "คอนโดสตูดิโอ 30 ตาราเมตร" เพลงนี้คือไนต์คลับขนาดพกพา

อีกชั้นที่น่าสนใจ: วัฒนธรรมการ "ขุด" แผ่นไวนิลที่ตลาดนัดจตุจักร โดยเฉพาะโซนหลังเซกชั่น 7 ที่มีร้าน vinyl เล็ก ๆ ขายแผ่นยุค 70s-80s รวมถึงดิสโก้คลาสสิก กลุ่มนักสะสมไทยรู้จัก Donna Summer, Chic, Earth Wind & Fire มาตั้งแต่ก่อนเพลง Dua Lipa จะดัง การปล่อย Future Nostalgia จึงเป็นเหมือนการที่เพลงป็อปกระแสหลักเดินเข้ามาสะกิดวัฒนธรรม underground ของนักฟังไทยกลุ่มเล็ก ๆ ที่รู้รากของซาวด์นี้อยู่แล้ว

และสุดท้าย ในแง่ของศิลปะ "การลอย" คนไทยมีคำว่า "ใจลอย" ที่มักใช้ในความหมายลบ — ไม่มีสมาธิ ขาดสติ แต่ "Levitating" เสนอความหมายตรงข้าม: การปล่อยให้ใจลอยอย่างตั้งใจ ในฐานะการดูแลตัวเอง อันนี้ตรงกับสิ่งที่ครูสมาธิหรือพระสายปฏิบัติบางท่านพูด — ว่าความสงบไม่ได้แปลว่าหนัก แต่อาจหมายถึงเบา

Why It Resonates Today: เพลงประจำยุค Post-Pandemic

หลังจากโลกกลับมาเปิดในปี 2022-2023 น่าจะมีเพลงปี 2020 หลายตัวที่จางหายไป แต่ "Levitating" กลับยังอยู่บน Spotify อันดับต้น ๆ ของเพลย์ลิสต์ปาร์ตี้ทั่วโลกรวมถึงในไทย เหตุผลมีหลายชั้น

หนึ่ง: เพลงนี้คาดเดาเทรนด์ดิสโก้รีไววัลที่ตามมา — The Weeknd กับ "Blinding Lights" Beyoncé กับอัลบั้ม Renaissance (2022) Daft Punk ที่กลับมาเป็นบทสนทนาอีกครั้ง วงเค-ป็อปอย่าง NewJeans และ aespa เริ่มใช้ซาวด์ดิสโก้ฟังก์ในซิงเกิลของตัวเอง "Levitating" คือประตูที่เปิดทางให้ดิสโก้กลับมาเป็นภาษาหลักของป็อปอีกครั้งหลัง EDM ครองโลกมา 10 ปี

สอง: TikTok ทำให้เพลงนี้กลายเป็น meme ที่ไม่มีวันตาย ท่าเต้นง่าย ๆ ในมิวสิควิดีโอ (ที่ถ่ายในชุดอวกาศบนยานวินเทจ) กลายเป็นต้นแบบของคอนเทนต์เต้นนับล้านคลิป รวมถึงในไทยที่ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ใช้เพลงนี้เป็น background สำหรับคอนเทนต์ทุกแนว ตั้งแต่ get-ready-with-me ไปจนถึงรีวิวร้านบรันช์ที่เอกมัย

สาม: เพลงนี้กลายเป็นกรณีศึกษาด้านลิขสิทธิ์ที่ยังไม่จบ — มีการฟ้องร้องเรื่องความคล้ายคลึงกับเพลง "Wiggle and Giggle All Night" (1979) ของ Cory Daye และ "Don Diablo" (1980) ของ Miguel Bosé รวมถึงคดีจาก Artikal Sound System วงเร็กเก้จากฟลอริดา คดีต่าง ๆ ทยอยถูกยกฟ้องหรือยอมความ แต่บทสนทนาที่ตามมาคือคำถามใหญ่ของยุคสตรีมมิ่ง: เมื่อไหร่ที่ "การคารวะ" กลายเป็น "การลอกเลียน"? เพลงนี้ทำให้คำถามนี้กลับมาบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เพลง

สี่: และสำคัญที่สุด — มันยังเป็นเพลงที่ทำให้คนอยากเต้น ในโลกที่ความเครียดไม่ลดลงเลยหลังโควิด ในไทยที่เศรษฐกิจยังหนัก ในกรุงเทพฯ ที่ค่าครองชีพไต่ขึ้นทุกปี เพลงที่ให้ "permission to feel good" 3 นาทีกว่า ๆ ยังคงมีคุณค่า มันคือเครื่องมือทางจิตวิทยา ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ความบันเทิง

How to Dive Deeper

🎧 ฟังต่อ

📚 อ่านต่อ

🌍 สำรวจวัฒนธรรมที่กรุงเทพฯ

🎸 ลองทำเอง


ฟังเพลงทุกแพลตฟอร์มได้ที่: song.link/levitating-dua-lipa

🤖

Tags