SONGFABLE · 2015

Cherry Wine

HOZIER · 2015

TL;DR: เพลงอะคูสติกหวานๆ ที่ฟังเหมือนจดหมายรักยามเช้า แท้จริงคือคำบอกเล่าของคนที่ถูกคนรักทำร้าย และยังหาเหตุผลให้ความรุนแรงนั้นอยู่ — ความหวานคือกับดัก ไม่ใช่บทสรุป
Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

เสียงนกร้องที่ไม่มีใครทันสังเกต

ถ้าคุณเปิด "Cherry Wine" ในเวอร์ชันอัลบั้ม แล้วหรี่เสียงรอบตัวลง คุณจะได้ยินเสียงนกร้องอยู่เบื้องหลังกีตาร์ ไม่ใช่แซมเปิลที่ใส่เข้าไปทีหลัง แต่เป็นเสียงจริงที่ติดมากับการบันทึกกลางแจ้ง — มีการเล่ากันว่า Hozier อัดเพลงนี้แบบสดๆ ไม่กี่เทค ในบรรยากาศเช้าตรู่ของชนบทไอร์แลนด์

ความน่าขนลุกอยู่ตรงนี้ เสียงนก แสงเช้า กีตาร์โปร่งที่อบอุ่นเหมือนผ้าห่ม ทั้งหมดนี้ห่อหุ้มเนื้อหาที่พูดถึงรอยฟกช้ำบนร่างกายของคนที่ถูกคนที่ตัวเองรักทำร้าย เพลงไม่ได้กรีดร้อง ไม่ได้กล่าวโทษ มันพึมพำอย่างอ่อนโยน — และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้มันน่ากลัวกว่าเพลงประท้วงใดๆ

ชายหนุ่มจากเมืองเล็กที่พูดเรื่องใหญ่

Andrew Hozier-Byrne เติบโตที่เมือง Bray มณฑล Wicklow ทางใต้ของดับลิน พ่อเป็นมือกลองบลูส์ เขาจึงโตมากับ Muddy Waters, John Lee Hooker และเสียงร้องกอสเปลของคนผิวดำอเมริกัน มากกว่าจะโตมากับป็อปไอริช

ปี 2013 "Take Me to Church" ทำให้เขากลายเป็นชื่อระดับโลกในชั่วข้ามคืน อัลบั้มเปิดตัวชื่อเดียวกับตัวเองตามมาในปี 2014 และ "Cherry Wine" คือแทร็กปิดท้ายที่เงียบที่สุดในอัลบั้ม ต่อมาราวปี 2016 มีการปล่อยเวอร์ชันแสดงสดที่ถ่ายทำกลางแจ้งตอนพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมประกาศว่ารายได้จากเพลงจะมอบให้องค์กรที่ทำงานด้านความรุนแรงในครอบครัว มิวสิกวิดีโออย่างเป็นทางการได้นักแสดงไอริชอย่าง Saoirse Ronan มารับบทหญิงสาวที่ถูกทำร้าย

สำหรับคนไทย จุดเชื่อมที่น่าสนใจคือรสนิยมเพลงอะคูสติกนุ่มๆ แบบที่เราคุ้นเคยจากเพลงรักไทยหลายยุค — เพลงที่ "ทนได้เพราะรัก" ถูกเล่าเป็นความงามมานาน "Cherry Wine" ใช้ภาษาชุดเดียวกันนั้น แต่หักมุมให้เราเห็นว่า การทนแบบนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายจริง

ถอดรหัส: ไวน์เชอร์รีคือสีของอะไร

ชื่อเพลงคือกุญแจ ไวน์เชอร์รีมีสีแดงอมม่วงคล้ำ — สีเดียวกับรอยช้ำที่เพิ่งเกิดใหม่บนผิว Hozier เลือกคำที่ฟังหรูหราและน่าลิ้มลอง มาเรียกสิ่งที่จริงๆ แล้วคือบาดแผล นี่คือกลไกทั้งหมดของเพลง

ผู้เล่าเรื่องบรรยายคนรักด้วยถ้อยคำบูชา ยกย่องความงาม ความอ่อนโยนในบางช่วงเวลา แล้วสอดแทรกภาพของความเจ็บปวดทางกายเข้ามาอย่างแนบเนียน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่ยอมรับได้ เขาเล่าถึงการปกปิด การอธิบายให้คนนอกฟังว่าไม่มีอะไร และความรู้สึกว่าคนอื่นไม่มีวันเข้าใจสิ่งที่ทั้งคู่มีร่วมกัน

นั่นคือเสียงของเหยื่อจริงๆ ไม่ใช่เสียงของผู้สังเกตการณ์ Hozier ไม่ได้เขียนเพลงที่บอกว่า "จงหนีออกมา" เขาเขียนเพลงที่จำลองตรรกะภายในหัวของคนที่ยังไม่พร้อมจะหนี — และปล่อยให้ผู้ฟังเป็นคนรู้สึกสะท้อนใจเอง อีกชั้นที่มักถูกพูดถึงคือการที่ผู้เล่าดูจะเป็นผู้ชาย ซึ่งชี้ไปยังความจริงที่ถูกพูดถึงน้อยว่า ผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในบ้านได้เช่นกัน

มรดกของเพลงเงียบๆ เพลงหนึ่ง

"Cherry Wine" ไม่เคยเป็นเพลงฮิตแบบถล่มทลาย แต่กลายเป็นเพลงที่องค์กรด้านความรุนแรงในครอบครัวหยิบไปใช้ในแคมเปญรณรงค์หลายประเทศ และเป็นเพลงที่ผู้รอดชีวิตจำนวนมากเขียนถึงเจ้าตัวว่า "นี่คือเรื่องของฉัน"

ในบริบทของวงการเพลงตะวันตกช่วงกลางทศวรรษ 2010 ที่กำลังเริ่มพูดเรื่องความยินยอมและความสัมพันธ์เป็นพิษอย่างเปิดเผยมากขึ้น เพลงนี้ทำสิ่งที่แคมเปญโปสเตอร์ทำไม่ได้ — มันไม่สอน แต่ให้คุณนั่งอยู่ในหัวของคนคนนั้นสี่นาที

ทำไมยังกินใจในวันนี้

เพราะรูปแบบความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ กลืนกินคนยังคงหน้าตาเหมือนเดิม และเพราะโซเชียลมีเดียยิ่งทำให้การ "ดูดีจากข้างนอก" ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพลงนี้เตือนว่าความสัมพันธ์ที่ดูอบอุ่นในภาพถ่าย อาจมีเสียงอีกแบบอยู่ข้างใน

และเพราะมันซื่อสัตย์พอที่จะไม่ให้บทสรุปสวยๆ ไม่มีฉากที่ตัวละครเดินออกมาแล้วแข็งแรงขึ้น มีแต่เช้าวันหนึ่ง เสียงนก และคนคนหนึ่งที่ยังรักอยู่ ความไม่จบนี้แหละที่ทำให้คนฟังอยากพูดถึงมันต่อ


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดำดิ่งไปกับเสียงเพลง

📚 ตามรอยเรื่องราว

🌍 ไปเยือนสถานที่จริง

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามต่อ
Tags
10s