SONGFABLE · 2022

Matilda

HARRY STYLES · 2022

TL;DR: "Matilda" ไม่ใช่เพลงรักอกหักอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นเพลงที่บอกคนคนหนึ่งว่า "เธอไม่ผิดที่จะเดินออกมาจากครอบครัวของตัวเอง" — เป็นการอนุญาตอย่างอ่อนโยนที่แทบไม่มีใครเคยได้ยินจากใคร
Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

เพลงที่ไม่ได้เขียนถึงคนรัก

คนฟังส่วนใหญ่ได้ยินกีตาร์โปร่งเบา ๆ เสียงร้องที่แทบกระซิบ แล้วเดาทันทีว่านี่คือเพลงเลิกรา แต่ Harry Styles เคยเล่าไว้ว่าเพลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ฟังเพื่อนคนหนึ่งเล่าเรื่องวัยเด็กของตัวเอง — เล่าอย่างเรียบ ๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งที่มันไม่ธรรมดาเลย และสิ่งที่ทำให้เขาสะเทือนใจที่สุดคือ เพื่อนคนนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ตัวเองเจอมันหนักแค่ไหน

"Matilda" จึงกลายเป็นจดหมายที่ไม่ได้ส่ง เป็นเสียงของคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วพูดสิ่งที่ควรมีใครพูดตั้งนานแล้ว ว่าเธอไม่จำเป็นต้องกลับไปที่นั่นอีก และการไม่กลับไปก็ไม่ได้ทำให้เธอเป็นคนไม่ดี

Harry's House และช่วงเวลาที่ทุกคนอยู่กับตัวเอง

เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Harry's House ที่ออกในเดือนพฤษภาคม 2022 อัลบั้มที่ Harry บอกว่าเป็นงานที่ "อยู่ข้างในมากที่สุด" ของเขา เขียนและบันทึกในช่วงที่โลกเพิ่งผ่านการล็อกดาวน์ ช่วงที่คำว่า "บ้าน" เปลี่ยนความหมายไปสำหรับคนทั้งโลก งานเขียนส่วนใหญ่ทำร่วมกับ Kid Harpoon และ Tobias Jesso Jr. สองคนที่ถนัดเรื่องดนตรีเปลือยเปล่าและเนื้อหาที่ตรงเข้ากลางอก

ชื่อเพลงมาจากตัวละคร Matilda ของ Roald Dahl นักเขียนอังกฤษที่เด็กไทยหลายคนรู้จักดีจากหนังสือแปลและจากหนัง — เด็กหญิงที่ฉลาดเกินวัย มีพ่อแม่ที่มองไม่เห็นคุณค่าของเธอเลย และสุดท้ายเลือกครอบครัวใหม่ด้วยตัวเอง ในบริบทไทย เรื่องนี้ยิ่งสะเทือน เพราะเราเติบโตมากับแนวคิด "กตัญญู" ที่ฝังลึก ความคิดที่ว่าลูกมีหนี้บุญคุณติดตัวเสมอ การพูดว่า "เธอมีสิทธิ์เดินออกมา" จึงเป็นประโยคที่คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เคยได้ยินจากใครเลยสักครั้งในชีวิต

ถอดความหมาย: การอนุญาตที่ไม่มีเงื่อนไข

โครงของเพลงคือบทสนทนาข้างเดียว ผู้เล่าค่อย ๆ บอกกับ Matilda ว่าเขามองเห็นสิ่งที่เธอผ่านมา เห็นบ้านที่ไม่เคยอบอุ่น เห็นความพยายามของเธอที่จะทำให้ทุกอย่างดูปกติ และเห็นว่าเธอเก็บมันไว้คนเดียวมานานแค่ไหน

จุดที่ทำให้เพลงนี้แตกต่างจากเพลงปลอบใจทั่วไป คือมันไม่ได้เสนอทางแก้ ไม่ได้บอกให้ไปคุยกัน ไม่ได้บอกให้ให้อภัย แต่เลือกจะบอกแค่ว่า ถ้าเธออยากสร้างชีวิตใหม่โดยไม่เอาใครจากอดีตมาด้วย ก็ทำได้เลย และไม่ต้องรู้สึกผิด ท่อนท้ายวางไว้อย่างนุ่มนวลมากว่าคนฟังจะร้องไห้ก็ได้ ไม่ร้องก็ได้ ไม่มีวิธีเศร้าที่ถูกต้องกำหนดไว้

ดนตรีก็ทำหน้าที่เดียวกัน — กีตาร์โปร่งเกือบทั้งเพลง เครื่องสายและเสียงประสานค่อย ๆ เข้ามาเหมือนคนที่เดินเข้ามานั่งใกล้ ๆ โดยไม่พูดอะไร มีการเว้นช่องว่างเยอะมาก ราวกับตั้งใจปล่อยที่ว่างไว้ให้คนฟังเติมเรื่องของตัวเองลงไป

เมื่อเพลงกลายเป็นบทสนทนาของคนทั้งเจเนอเรชัน

หลังอัลบั้มออก "Matilda" กลายเป็นเพลงที่แฟน ๆ พูดถึงในแง่ที่ต่างจากเพลงอื่นอย่างชัดเจน มีคนจำนวนมากบนโซเชียลมีเดียเล่าว่าเพลงนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขารู้สึกว่าประสบการณ์ในครอบครัวของตัวเองถูกมองเห็น ในคอนเสิร์ต Love On Tour เวลาเล่นเพลงนี้ บรรยากาศจะเงียบผิดปกติ หลายคลิปที่แพร่ไปทั่วอินเทอร์เน็ตแสดงให้เห็นคนดูทั้งสนามยืนนิ่ง ๆ ร้องไห้ไปพร้อมกัน

คำว่า "chosen family" หรือครอบครัวที่เราเลือกเอง กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงคู่กับเพลงนี้เสมอ โดยเฉพาะในหมู่ผู้ฟัง LGBTQ+ และคนที่ต้องออกจากบ้านมาตั้งต้นใหม่ในเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนกรุงเทพฯ รุ่นใหม่จำนวนมากเข้าใจดีโดยไม่ต้องอธิบาย

ทำไมยังฟังแล้วสะเทือนอยู่จนวันนี้

เพราะมันแก้ปัญหาที่คำปลอบใจทั่วไปแก้ไม่ได้ เวลาเราเจ็บจากคนที่ควรจะรักเราที่สุด สิ่งที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ "เขาก็รักในแบบของเขา" หรือ "สุดท้ายก็ครอบครัวเรา" ซึ่งฟังแล้วยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยว "Matilda" เลือกทางตรงข้าม มันไม่ตัดสิน ไม่รีบสรุป และไม่พยายามซ่อมอะไรทั้งนั้น

เพลงยาวไม่ถึงสี่นาที แต่ทำสิ่งที่ยากที่สุด คือฟังคนอื่นให้จบโดยไม่ขัด แล้วบอกกลับไปแค่ประโยคเดียวว่า สิ่งที่เธอรู้สึกน่ะ มันสมเหตุสมผลแล้ว


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียง

📚 ตามรอยเรื่องราว

🌍 ไปเยือนสถานที่จริง

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามต่อ
Tags
20s