Drew Barrymore
We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.
ความจริงที่ทำให้เพลงนี้เจ็บกว่าที่คิด
ชื่อเพลงชวนให้คิดว่าเป็นเพลงรักหวาน ๆ ที่เปรียบเทียบคนรักกับดาราฮอลลีวูด แต่ความจริงกลับตรงข้าม SZA ไม่ได้ร้องถึงผู้หญิงที่สวยเพียบพร้อม เธอกำลังพูดถึงตัวเองในเวอร์ชันที่ยุ่งเหยิงที่สุด คนที่ลืมโกนขน ดื่มมากไป สูบมากไป และรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของใคร แต่ก็ยังอยู่ตรงนั้น
ประเด็นสำคัญคือ Drew Barrymore ในเพลงนี้ไม่ใช่มาตรฐานความงาม แต่คือ "ต้นแบบของสาวที่พังแล้วยังถูกรัก" ตัวละครที่เธอเล่นในหนังยุค 90 มักเป็นเด็กสาวเงอะงะ ไม่ทันเกม แต่สุดท้ายก็มีคนมองเห็นคุณค่า SZA จึงหยิบชื่อนี้มาเป็นความหวังเล็ก ๆ ว่าคนแบบเธอก็อาจได้รับความรักเหมือนกัน
เด็กสาวจาก New Jersey ที่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะกล้าปล่อยอัลบั้ม
SZA ชื่อจริง Solána Imani Rowe เติบโตในรัฐ New Jersey ในครอบครัวมุสลิม ว่ากันว่าเธอเคยสวมฮิญาบไปโรงเรียนและถูกกลั่นแกล้งอย่างหนักหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ประสบการณ์การเป็นเด็กที่ "ไม่เข้าพวก" นี้ตามมาหลอกหลอนเธอในงานเพลงเสมอ เธอเซ็นสัญญากับค่าย Top Dawg Entertainment ซึ่งเป็นบ้านของ Kendrick Lamar และกลายเป็นศิลปินหญิงคนแรกของค่าย
อัลบั้ม Ctrl (2017) ใช้เวลาทำอยู่หลายปีจนมีข่าวว่าเธอเกือบจะเลิกทำเพลงไปเลย มีเรื่องเล่าว่าค่ายต้องยึดฮาร์ดไดรฟ์ไปเพื่อบังคับให้อัลบั้มได้ออกสักที เพราะเธอแก้ไม่จบสักที ความไม่มั่นใจแบบนั้นแทรกอยู่ในทุกร่องเสียงของเพลงนี้ ส่วนมิวสิกวิดีโอนั้น Drew Barrymore ตัวจริงมาปรากฏตัวด้วย ซึ่งเป็นการรับรองจากไอคอนที่เพลงพูดถึงโดยตรง
สำหรับคนไทย จุดเชื่อมที่ชัดที่สุดคือหนังของ Drew Barrymore เคยฉายวนซ้ำทางทีวีช่องฟรีทีวีและร้านเช่าวิดีโอบ้านเราอยู่พักใหญ่ ทั้ง Never Been Kissed และ 50 First Dates คนไทยรุ่นหนึ่งจึงโตมากับภาพ "นางเอกที่ไม่เพอร์เฟกต์แต่ก็ยังมีที่ทางในหัวใจใครสักคน" พอ SZA เอาชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่อเพลง ความรู้สึกจึงส่งถึงกันได้ทันทีโดยไม่ต้องอธิบาย
ถอดความหมาย: การขอโทษที่ไม่ควรต้องขอ
แก่นของเพลงคือผู้หญิงที่รู้ตัวว่าเป็นแค่ตัวเลือกสำรอง เธอเล่าถึงการรอคอย การถูกเรียกหาเฉพาะเวลาที่อีกฝ่ายว่าง และการพยายามทำตัวให้ "เท่" พอที่จะไม่ถูกทิ้ง ความน่าเจ็บอยู่ตรงที่เธอไม่ได้โกรธผู้ชายคนนั้นเท่ากับที่โกรธตัวเอง
มีท่อนที่เธอแจกแจงข้อบกพร่องของตัวเองแบบไม่ปรานี เหมือนคนที่ยื่นรายการความผิดพลาดให้ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันหาเจอ นี่คือกลไกป้องกันตัวแบบหนึ่ง ถ้าฉันดูถูกตัวเองก่อน เธอก็ทำร้ายฉันไม่ได้ และเมื่อเธอเอ่ยชื่อ Drew Barrymore ขึ้นมา มันเหมือนการภาวนาว่าความเงอะงะของเธอจะถูกอ่านเป็นเสน่ห์ ไม่ใช่ความล้มเหลว
อีกชั้นที่ลึกกว่านั้นคือชีวิตจริงของ Drew Barrymore เอง ที่ดังตั้งแต่เด็ก เผชิญปัญหาการเสพติดตั้งแต่วัยรุ่น และฟื้นกลับมาได้ในภายหลัง เพลงนี้จึงไม่ได้พูดถึงแค่ตัวละครในหนัง แต่พูดถึงความเป็นไปได้ของการพังแล้วรอด
บริบททางวัฒนธรรมและมรดกของ Ctrl
Ctrl กลายเป็นหมุดหมายของ R&B ยุคใหม่ที่เปิดเปลือยความไม่มั่นคงทางใจอย่างตรงไปตรงมา แทนที่จะร้องเพลงรักในบทบาทผู้หญิงที่ควบคุมทุกอย่างได้ SZA เลือกเล่าเรื่องความหึงหวง ความอิจฉา และความรู้สึกไม่พอ ซึ่งกลายเป็นภาษาใหม่ให้ศิลปินรุ่นหลังจำนวนมาก อัลบั้มนี้ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่หลายสาขาและติดอันดับต้น ๆ ของรายชื่ออัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษจากหลายสำนัก
"Drew Barrymore" ยังกลายเป็นตัวอย่างที่ถูกยกมาพูดถึงบ่อยเวลาคุยเรื่องการใช้ป็อปคัลเจอร์เป็นภาษาแทนความรู้สึก แทนที่จะบรรยายอารมณ์ตรง ๆ ศิลปินยืมชื่อคนดังมาเป็นทางลัดเข้าสู่ภาพจำร่วมกันของผู้ฟังทั้งรุ่น
ทำไมยังโดนใจจนถึงวันนี้
เพราะความรู้สึก "ไม่ดีพอ" ไม่เคยหายไปจากยุคไหน ยิ่งในโลกที่ทุกคนเห็นชีวิตเวอร์ชันตัดต่อของกันและกันบนโซเชียล การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นยิ่งง่ายขึ้น เพลงนี้จึงเหมือนเสียงจากคนที่ยอมรับตรง ๆ ว่าเหนื่อยกับการแกล้งทำเป็นเจ๋ง
และในความสิ้นหวังนั้นกลับมีความอบอุ่นซ่อนอยู่ SZA ไม่ได้บอกให้เรารักตัวเองในทันที เธอแค่ยืนยันว่าคนที่ยังไม่รักตัวเองก็ยังสมควรได้รับความรัก นั่นคือเหตุผลที่คนฟังรุ่นแล้วรุ่นเล่ายังกลับมาที่เพลงนี้ในคืนที่รู้สึกว่าตัวเองเล็กเกินไป
วิธีดำดิ่งลึกขึ้น
🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียงเพลง
- อัลบั้ม Ctrl ของ SZA — ฟังทั้งอัลบั้มแล้วจะเห็นว่า "Drew Barrymore" ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่เป็นหนึ่งบทในไดอารี่ของผู้หญิงที่กำลังหาที่ยืนของตัวเอง แผ่นไวนิลช่วยให้ได้ยินเลเยอร์กีตาร์บาง ๆ ที่มักหายไปในการฟังผ่านลำโพงมือถือ
- หูฟังสำหรับฟังเพลงแนว R&B และ soul — เสียงร้องของ SZA เต็มไปด้วยลมหายใจและรอยแตกที่ตั้งใจเก็บไว้ หูฟังที่เก็บรายละเอียดได้ดีจะทำให้ได้ยินความลังเลในน้ำเสียงของเธอ
- อัลบั้ม SOS ของ SZA — เทียบกับงานยุคหลังแล้วจะเห็นว่าเธอเดินทางจากความไม่มั่นใจไปสู่ความกล้าเผชิญหน้าอย่างไร
📚 ติดตามเรื่องราว
- บันทึกความทรงจำของ Drew Barrymore — อ่านเรื่องเด็กสาวที่ดังตั้งแต่ยังไม่รู้ความ ผ่านช่วงมืดมิด แล้วกลับมายืนได้อีกครั้ง จะเข้าใจทันทีว่าทำไม SZA ถึงเลือกชื่อนี้
- หนังสือประวัติศาสตร์ R&B ยุคใหม่ — เห็นภาพว่า Ctrl เข้ามาเปลี่ยนกติกาของเพลงรักอย่างไร และทำไมความเปราะบางจึงกลายเป็นจุดขาย
- หนังสือเกี่ยวกับความรู้สึกไม่ดีพอและการเห็นคุณค่าตัวเอง — อ่านคู่กับเพลงนี้แล้วจะพบว่าสิ่งที่ SZA ร้องคือสิ่งที่นักจิตวิทยาพูดถึงมานาน เพียงแต่เธอพูดด้วยเมโลดี้
🌍 ไปเยือนสถานที่จริง
- ไกด์บุ๊กเที่ยว Los Angeles — เมืองที่มิวสิกวิดีโอถ่ายทำและเป็นฉากหลังของวงการที่สร้างทั้ง Drew Barrymore และ SZA ขึ้นมา
- หนังสือภาพและคู่มือเที่ยว New Jersey — ชานเมืองที่ SZA เติบโตมาในฐานะเด็กที่ไม่เข้าพวก จุดตั้งต้นของความรู้สึกทั้งหมดในอัลบั้มนี้
- ดีวีดีหนังโรแมนติกคอมเมดี้ยุค 90 — กลับไปดูโลกของนางเอกเงอะงะที่หล่อหลอมความหมายของชื่อเพลงนี้
🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง
- กีตาร์โปร่งสำหรับมือใหม่ — คอร์ดของเพลงนี้เรียบง่ายจนน่าตกใจ ลองเล่นเองแล้วจะรู้ว่าพลังทั้งหมดอยู่ที่วิธีร้องมากกว่าความซับซ้อนของดนตรี
- ไมโครโฟนสำหรับอัดเสียงร้องที่บ้าน — SZA ขึ้นชื่อเรื่องการอัดเสียงซ้อนหลายชั้นด้วยเสียงตัวเอง ลองทำแบบเดียวกันในห้องนอนแล้วจะเข้าใจเทคนิคนั้น
- สมุดบันทึกสำหรับเขียนเนื้อเพลง — วิธีเขียนของเธอคือเปลี่ยนความรู้สึกดิบ ๆ ให้เป็นประโยค ลองจดสิ่งที่ไม่กล้าพูดกับใครแล้วดูว่ามันกลายเป็นเพลงได้ไหม
-
Drew Barrymore ตัวจริงรู้สึกอย่างไรกับเพลงนี้
มีรายงานว่าเธอตอบรับอย่างอบอุ่นและถึงขั้นมาปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นการรับรองที่ทรงพลังสำหรับเพลงที่ยืมชื่อเธอมาเป็นสัญลักษณ์ของความไม่สมบูรณ์แบบ การที่ไอคอนตัวจริงมายืนอยู่ข้าง ๆ SZA ทำให้สารของเพลงสมบูรณ์ขึ้นไปอีก -
ทำไมอัลบั้ม Ctrl ถึงใช้เวลาทำนานขนาดนั้น
ว่ากันว่า SZA แก้งานไม่รู้จบเพราะไม่มั่นใจในผลงานตัวเอง จนมีเรื่องเล่าว่าค่ายต้องยึดไฟล์เพลงไปเพื่อให้อัลบั้มได้ออกจริง ๆ ความลังเลแบบเดียวกันนี้เองที่กลายเป็นเนื้อหาหลักของเพลงในอัลบั้ม รวมถึง "Drew Barrymore" -
ถ้าชอบเพลงนี้ ควรฟังอะไรต่อ
ลองไล่ฟังทั้งอัลบั้ม Ctrl ตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะแต่ละเพลงเหมือนบทต่อเนื่องของคนคนเดียวกันในช่วงเวลาต่างกัน จากนั้นค่อยข้ามไปที่อัลบั้ม SOS เพื่อดูว่าความไม่มั่นใจชุดเดิมถูกเธอจัดการอย่างไรเมื่อโตขึ้นและกลายเป็นซูเปอร์สตาร์เต็มตัว