SONGFABLE · 1986

Walk This Way

RUN-DMC FEAT. AEROSMITH · 1986 · HOLLIS, QUEENS, NEW YORK, USA

TL;DR: เพลงนี้ไม่ใช่แค่เพลงร็อกผสมแร็ปสนุก ๆ แต่คือ "การทุบกำแพง" ระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาวในวงการเพลงอเมริกา — และว่ากันว่า Run-DMC แทบไม่อยากอัดเพลงนี้ด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าเนื้อเพลงเดิมของ Aerosmith เป็น "เพลงบ้านนอก" ที่ฟังไม่รู้เรื่อง
Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

เมื่อแร็ปเปอร์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังคัฟเวอร์เพลงใคร

เรื่องตลกร้ายที่สุดของเพลงประวัติศาสตร์เพลงนี้คือ Run-DMC สามหนุ่มจากย่าน Hollis ใน Queens นิวยอร์ก เคยแร็ปทับบีตกลองอินโทรของเพลง Walk This Way เวอร์ชันดั้งเดิม (1975) มาหลายปีแล้วในงานปาร์ตี้ — แต่พวกเขาไม่เคยฟังเพลงเต็มเลย! ดีเจในยุคนั้นจะเปิดเฉพาะท่อนกลองอินโทรวนซ้ำไปมา ว่ากันว่าพวกเขาเรียกเพลงนี้ว่า "Toys in the Attic" ตามชื่ออัลบั้มบนปกแผ่นเสียงด้วยซ้ำ เพราะไม่รู้ชื่อเพลงจริง พอโปรดิวเซอร์ Rick Rubin เสนอให้คัฟเวอร์ทั้งเพลงพร้อมร้องเนื้อจริง สมาชิกวงถึงกับต่อต้าน — DMC เคยให้สัมภาษณ์ว่าพวกเขามองว่ามันเป็น "hillbilly gibberish" หรือภาษาคนบ้านนอกที่ฟังไม่รู้เรื่อง

เบื้องหลัง: วงร็อกที่กำลังจะดับ พบกับแร็ปที่กำลังจะรุ่ง

ปี 1986 สถานการณ์ของสองวงนี้ตรงข้ามกันสุดขั้ว Aerosmith เคยเป็นวงร็อกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวงหนึ่งของอเมริกาในยุค 70s แต่ตอนนั้นกำลังจมดิ่งกับปัญหายาเสพติดจน Steven Tyler กับ Joe Perry ได้ฉายาว่า "Toxic Twins" อาชีพแทบจบสิ้น ส่วน Run-DMC คือดาวรุ่งของฮิปฮอปยุคบุกเบิก แต่ฮิปฮอปยังถูกมองว่าเป็น "เพลงข้างถนน" ที่วิทยุกระแสหลักและ MTV ไม่ยอมเปิด

Rick Rubin โปรดิวเซอร์หนุ่มผู้หลงใหลทั้งร็อกและแร็ป มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น: ทั้งสองแนวมีจังหวะและจิตวิญญาณขบถแบบเดียวกัน เขาจึงจับสองวงมาอัดเสียงด้วยกันที่สตูดิโอ Magic Venture ในแมนแฮตตัน สำหรับแฟนเพลงไทย ลองนึกถึงความรู้สึกตอนที่เพลงลูกทุ่งหรือหมอลำถูกจับมา remix กับฮิปฮอปและ EDM จนเกิดกระแสใหม่ — ความ "ข้ามสายพันธุ์" ที่ตอนแรกคนค่อนขอด แต่สุดท้ายเปลี่ยนวงการ นั่นแหละคือสิ่งที่ Walk This Way ทำในอเมริกาเมื่อ 40 ปีก่อน

ความหมายที่แท้จริงของเนื้อเพลง

เนื้อเพลงดั้งเดิมที่ Steven Tyler เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1975 เล่าเรื่องเด็กหนุ่มมัธยมที่ยังไร้ประสบการณ์เรื่องความรัก ถูกเพื่อน ๆ ล้อว่าไม่เคยมีแฟน จนกระทั่งสาวรุ่นพี่คนหนึ่ง (และเหล่าเชียร์ลีดเดอร์) มาสอนให้เขารู้จักโลกของผู้ใหญ่ ชื่อเพลงว่ากันว่าได้แรงบันดาลใจจากมุกในหนังตลก Young Frankenstein ที่ตัวละครพูดว่า "เดินตามทางนี้" แล้วอีกคนเดินเลียนแบบท่าหลังค่อมตาม — กลายเป็นวลีสองแง่สองง่ามว่า "เดินแบบนี้สิ" หรือ "ทำตามแบบนี้สิ"

แต่ในเวอร์ชัน 1986 ความหมายของเพลงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแบบที่เนื้อร้องไม่ต้องเปลี่ยนเลยสักคำ "Walk This Way" กลายเป็นคำประกาศเชิงสัญลักษณ์: เดินมาทางนี้สิ — ข้ามมาฝั่งนี้สิ ร็อกเกอร์ผิวขาวเดินข้ามมาหาแร็ปเปอร์ผิวดำ แฟนเพลงร็อกเดินข้ามมาฟังฮิปฮอป มิวสิกวิดีโอตอกย้ำภาพนี้อย่างจงใจ: สองวงเล่นดนตรีอยู่คนละห้องที่มีกำแพงกั้นกลาง ต่างฝ่ายต่างรำคาญเสียงของอีกฝ่าย จนสุดท้าย Steven Tyler ใช้ขาตั้งไมค์ทุบกำแพงทะลุ แล้วทั้งสองวงขึ้นเวทีเดียวกัน — กำแพงนั้นคือกำแพงเชื้อชาติและกำแพงแนวเพลงในใจคนอเมริกันนั่นเอง

มรดกทางวัฒนธรรม: เพลงเดียวชุบชีวิตวงหนึ่ง และเปิดประตูให้อีกวงการ

ผลลัพธ์เกินความคาดหมายทุกฝ่าย เพลงขึ้นถึงอันดับ 4 บนชาร์ต Billboard Hot 100 กลายเป็นเพลงแร็ปเพลงแรก ๆ ที่ติด Top 5 และ MTV ที่เคยแทบไม่เปิดเพลงของศิลปินผิวดำ ก็เปิดมิวสิกวิดีโอนี้วนไม่หยุด อัลบั้ม Raising Hell ของ Run-DMC กลายเป็นอัลบั้มฮิปฮอปชุดแรกที่ได้ multi-platinum ส่วน Aerosmith ได้ชีวิตใหม่ราวปาฏิหาริย์ — หลังจากนั้นพวกเขาเลิกยา ออกอัลบั้ม Permanent Vacation และ Pump แล้วกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิมในยุค 90s

ที่สำคัญกว่านั้น เพลงนี้คือต้นแบบของ "rap-rock" ทั้งสายพันธุ์ ถ้าไม่มี Walk This Way ก็อาจไม่มี Beastie Boys, Rage Against the Machine, Linkin Park หรือแม้แต่การที่ฮิปฮอปกลายเป็นเพลงกระแสหลักของโลกอย่างทุกวันนี้ และสำหรับคนไทย ถ้าคุณเคยฟัง Thaitanium, โจอี้ บอย หรือศิลปินไทยที่ผสมร็อกกับแร็ป รากของแนวทางนั้นย้อนกลับไปถึงห้องอัดในแมนแฮตตันปี 1986 นี่เอง

ทำไมเพลงนี้ยังกินใจถึงทุกวันนี้

เพราะแก่นของมันไม่ใช่เรื่องดนตรี แต่เป็นเรื่อง "ความกล้าที่จะข้ามเส้น" Run-DMC กลัวว่าแฟนฮิปฮอปจะหาว่าขายตัว Aerosmith ก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว แต่ทั้งคู่ยอมเสี่ยงก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง ในยุคที่อัลกอริทึมพยายามป้อนแต่สิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว เพลงนี้เตือนเราว่าสิ่งยิ่งใหญ่ที่สุดมักเกิดตรงรอยต่อระหว่างโลกสองใบที่ไม่น่าจะมาเจอกันได้ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกีตาร์ริฟฟ์ของ Joe Perry ชนกับจังหวะสแครชของ Jam Master Jay เรากำลังได้ยินเสียงกำแพงพังลงอีกครั้ง


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำกับเสียงเพลง

📚 ตามรอยเรื่องราว

🌍 เยือนสถานที่จริง

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามต่อได้เลย:

Tags
80s