Take On Me
We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.
ความจริงที่หลายคนมองข้าม
หลายคนจำ "Take On Me" ได้จากท่อนเสียงสูงสุดหวีดที่ร้องตามแทบไม่ได้ และจากมิวสิควิดีโอภาพวาดดินสอที่กลายเป็นตำนาน แต่สิ่งที่คนมักมองข้ามคือ เนื้อแท้ของเพลงไม่ได้มั่นใจเลยสักนิด ตัวละครในเพลงคือคนที่ลังเล กลัวการถูกปฏิเสธ และรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรไม่ค่อยเก่ง เขาแค่ขอเวลาอีกสักวันสองวัน ขอโอกาสให้อีกฝ่ายได้ทำความเข้าใจเขา ความสดใสของทำนองจึงซ่อนความเปราะบางของคนที่กำลังเอาหัวใจตัวเองออกมาวางบนโต๊ะ
เบื้องหลัง: สามหนุ่มนอร์เวย์ผู้ไม่ยอมแพ้
a-ha คือวงสามคนจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ประกอบด้วย Morten Harket (ร้องนำ), Paul Waaktaar-Savoy (กีตาร์/แต่งเพลง) และ Magne Furuholmen (คีย์บอร์ด) พวกเขาย้ายมาปักหลักที่ลอนดอนเพื่อตามล่าความฝัน ทั้งที่แทบไม่มีเงิน ว่ากันว่าทำนองหลักของเพลงนี้มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยที่ Paul กับ Magne ยังเป็นวัยรุ่นในวงเก่าชื่อ Bridges
ที่น่าทึ่งคือ "Take On Me" ถูกปล่อยถึง สามครั้ง กว่าจะดัง สองครั้งแรกล้มเหลวไม่เป็นท่า จนกระทั่งค่ายเพลงยอมทุ่มทุนทำมิวสิควิดีโอเทคนิค rotoscoping ผสมภาพวาดดินสอกับคนจริง ใช้เวลาทำนานหลายเดือน เมื่อปล่อยพร้อม MV เวอร์ชันใหม่ในปี 1985 เพลงก็พุ่งขึ้นอันดับหนึ่งในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศทันที สำหรับแฟนเพลงชาวไทยที่เติบโตมากับยุคที่ MTV และรายการเพลงสากลทางวิทยุคลื่นต่าง ๆ กำลังเฟื่องฟู เสียงอินโทรคีย์บอร์ดของเพลงนี้แทบจะเป็นสัญญาณของยุค 80s โดยตรง และยังถูกเปิดซ้ำในห้างสรรพสินค้าและร้านกาแฟไทยจนถึงทุกวันนี้
ถอดความหมาย: คำขอของคนขี้อาย
เมื่อเลาะเปลือกความป๊อปออก เนื้อหาของเพลงคือบทพูดของชายคนหนึ่งที่กำลังจีบใครสักคน เขายอมรับตรง ๆ ว่าตัวเองไม่ใช่คนพูดเก่ง และสิ่งที่อยากสื่อก็พูดออกมาได้ไม่ครบ เขารู้ว่าความสัมพันธ์ที่กำลังจะเริ่มอาจไม่จีรัง แต่ก็ยังเลือกที่จะลองดู หัวใจของเพลงอยู่ที่การวิงวอนให้อีกฝ่าย "รับเขาไว้" ลองเปิดใจ ลองให้โอกาส แม้จะมีความเสี่ยงที่จะเจ็บ เขาขอแค่เวลาเพิ่มอีกนิด เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไป ก็จะไม่มีวันได้กลับมาอีก ท่อนเสียงสูงลิ่วที่ Morten ร้องจึงไม่ใช่แค่การโชว์พลังเสียง แต่เหมือนเสียงหัวใจที่พุ่งทะลุออกมาในวินาทีที่กล้าที่สุดของคนคนหนึ่ง
บริบททางวัฒนธรรมและมรดกที่ทิ้งไว้
"Take On Me" ไม่ได้เป็นแค่เพลงฮิตชั่วคราว แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุค 80s อย่างสมบูรณ์ มิวสิควิดีโอของมันคว้ารางวัล MTV Video Music Awards หลายสาขา และยังถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน MV ที่ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาล นานหลายสิบปีต่อมา เวอร์ชัน MTV Unplugged แบบอะคูสติกช้า ๆ ของวงในปี 2017 ก็เผยให้เห็นว่าเมื่อลอกความหวือหวาออก เพลงนี้กลับเศร้าและงดงามอย่างน่าประหลาดใจ จนแฟนเพลงรุ่นใหม่หลายคนเพิ่งเข้าใจว่าแก่นของมันเปราะบางแค่ไหน นอกจากนี้เพลงยังถูกนำกลับมาใช้ในภาพยนตร์อย่าง Deadpool 2 และในวิดีโอเกมต่าง ๆ ทำให้คนรุ่นใหม่รู้จักมันโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมาจากยุค 80s
ทำไมยังกินใจคนถึงทุกวันนี้
เหตุผลที่ "Take On Me" ยังไม่ตายแม้เวลาผ่านไปกว่าสี่ทศวรรษ คือความรู้สึกที่อยู่ในเพลงเป็นสากลและไร้กาลเวลา ทุกคนเคยเป็นคนที่ยืนอยู่หน้าประตูของโอกาส ลังเลว่าจะกล้าเคาะหรือไม่ ความกลัวการถูกปฏิเสธปนกับความหวังเล็ก ๆ ว่าอีกฝ่ายอาจตอบรับ คือสิ่งที่มนุษย์ทุกยุคเข้าใจตรงกัน เรื่องราวของวง a-ha เองที่ล้มแล้วลุก ปล่อยเพลงซ้ำถึงสามครั้งกว่าจะสำเร็จ ก็เหมือนสะท้อนข้อความในเพลงพอดี นั่นคือบางครั้งความกล้าที่จะ "ลองอีกครั้ง" ต่างหากที่เปลี่ยนทุกอย่าง
วิธีดำดิ่งลึกขึ้น
🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรี
ลองฟังอัลบั้มเปิดตัว "Hunting High and Low" แบบเต็ม ๆ แล้วคุณจะพบว่า a-ha ไม่ได้มีดีแค่เพลงฮิตเพลงเดียว เสียงซินธ์อบอุ่นปนเศร้าตลอดทั้งอัลบั้มคือลายเซ็นของพวกเขา
📚 ติดตามเรื่องราว
อยากเข้าใจว่าสามหนุ่มนอร์เวย์ฝ่าฟันวงการเพลงลอนดอนมาได้อย่างไร หนังสือชีวประวัติและสารคดีเกี่ยวกับวงจะพาคุณย้อนกลับไปเห็นความดื้อรั้นและความฝันของพวกเขา
🌍 ไปเยือนสถานที่จริง
ออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ คือบ้านเกิดของ a-ha และมีบรรยากาศแบบสแกนดิเนเวียที่หล่อหลอมเสียงดนตรีอันเย็นเยียบแต่อบอุ่นของพวกเขา ลองวางแผนทริปสำรวจประเทศแห่งฟยอร์ดดูสักครั้ง
🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง
อยากร้องท่อนเสียงสูงในตำนานหรือเล่นริฟฟ์คีย์บอร์ดสุดคลาสสิกนั้นเอง ลองหยิบคีย์บอร์ดซินธ์หรือโน้ตเพลงมาฝึกดู แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมเสียงยุค 80s ถึงมีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย
-
มิวสิควิดีโอภาพวาดดินสอของ "Take On Me" ทำขึ้นมาได้อย่างไร?
มิวสิควิดีโอใช้เทคนิคที่เรียกว่า rotoscoping ซึ่งเป็นการวาดภาพทับลงบนฟุตเทจคนจริงทีละเฟรม แล้วนำมาผสมกับฉากที่ถ่ายแบบไลฟ์แอ็กชัน ว่ากันว่ามีการวาดภาพหลายพันเฟรมด้วยมือ จึงต้องใช้เวลาทำนานหลายเดือน ความพยายามนี้ทำให้ MV กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดของยุค 80s และคว้ารางวัล MTV Video Music Awards หลายสาขา -
ทำไมเพลงนี้ต้องถูกปล่อยถึงสามครั้งกว่าจะดัง?
สองครั้งแรกที่ปล่อยออกมาเพลงแทบไม่ได้รับความสนใจและล้มเหลวในด้านยอดขาย แต่ค่ายเพลงยังเชื่อมั่นในศักยภาพของเพลงนี้ จึงยอมทุ่มทุนสร้างมิวสิควิดีโอเทคนิครวมภาพวาดดินสอกับคนจริงขึ้นมาใหม่ เมื่อปล่อยอีกครั้งในปี 1985 พร้อม MV เวอร์ชันใหม่ เพลงก็พุ่งขึ้นอันดับหนึ่งในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศทันที สะท้อนว่าบางครั้งความกล้าที่จะ "ลองอีกครั้ง" คือสิ่งที่เปลี่ยนทุกอย่าง -
เวอร์ชัน Unplugged ปี 2017 ต่างจากต้นฉบับอย่างไร?
เวอร์ชัน MTV Unplugged ปี 2017 เป็นการเรียบเรียงแบบอะคูสติกที่ช้าและเรียบง่ายกว่าเดิมมาก โดยลอกเสียงซินธ์หวือหวาและจังหวะป๊อปสดใสของต้นฉบับออกไป เมื่อเหลือเพียงเสียงร้องและเครื่องดนตรีอะคูสติก เพลงกลับเผยด้านที่เศร้าและเปราะบางออกมาอย่างชัดเจน ทำให้แฟนเพลงหลายคนเพิ่งเข้าใจว่าแก่นแท้ของเพลงนี้ละเอียดอ่อนเพียงใด