SONGFABLE · 1985

Take On Me

A-HA · 1985

Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

Take On Me - a-ha (1985)

TL;DR: เพลงป๊อปสุดสดใสที่ฟังดูเหมือนเพลงรักทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วคือเสียงของชายหนุ่มที่กลัว ๆ กล้า ๆ กำลังรวบรวมความกล้าครั้งหนึ่งในชีวิตเพื่อขอให้ใครสักคน "ลองรับเขาไว้" ทั้งที่รู้ว่าอาจถูกปฏิเสธ มันคือเพลงของคนขี้อายที่เลือกจะเสี่ยง

ความจริงที่หลายคนมองข้าม

หลายคนจำ "Take On Me" ได้จากท่อนเสียงสูงสุดหวีดที่ร้องตามแทบไม่ได้ และจากมิวสิควิดีโอภาพวาดดินสอที่กลายเป็นตำนาน แต่สิ่งที่คนมักมองข้ามคือ เนื้อแท้ของเพลงไม่ได้มั่นใจเลยสักนิด ตัวละครในเพลงคือคนที่ลังเล กลัวการถูกปฏิเสธ และรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรไม่ค่อยเก่ง เขาแค่ขอเวลาอีกสักวันสองวัน ขอโอกาสให้อีกฝ่ายได้ทำความเข้าใจเขา ความสดใสของทำนองจึงซ่อนความเปราะบางของคนที่กำลังเอาหัวใจตัวเองออกมาวางบนโต๊ะ

เบื้องหลัง: สามหนุ่มนอร์เวย์ผู้ไม่ยอมแพ้

a-ha คือวงสามคนจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ประกอบด้วย Morten Harket (ร้องนำ), Paul Waaktaar-Savoy (กีตาร์/แต่งเพลง) และ Magne Furuholmen (คีย์บอร์ด) พวกเขาย้ายมาปักหลักที่ลอนดอนเพื่อตามล่าความฝัน ทั้งที่แทบไม่มีเงิน ว่ากันว่าทำนองหลักของเพลงนี้มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยที่ Paul กับ Magne ยังเป็นวัยรุ่นในวงเก่าชื่อ Bridges

ที่น่าทึ่งคือ "Take On Me" ถูกปล่อยถึง สามครั้ง กว่าจะดัง สองครั้งแรกล้มเหลวไม่เป็นท่า จนกระทั่งค่ายเพลงยอมทุ่มทุนทำมิวสิควิดีโอเทคนิค rotoscoping ผสมภาพวาดดินสอกับคนจริง ใช้เวลาทำนานหลายเดือน เมื่อปล่อยพร้อม MV เวอร์ชันใหม่ในปี 1985 เพลงก็พุ่งขึ้นอันดับหนึ่งในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศทันที สำหรับแฟนเพลงชาวไทยที่เติบโตมากับยุคที่ MTV และรายการเพลงสากลทางวิทยุคลื่นต่าง ๆ กำลังเฟื่องฟู เสียงอินโทรคีย์บอร์ดของเพลงนี้แทบจะเป็นสัญญาณของยุค 80s โดยตรง และยังถูกเปิดซ้ำในห้างสรรพสินค้าและร้านกาแฟไทยจนถึงทุกวันนี้

ถอดความหมาย: คำขอของคนขี้อาย

เมื่อเลาะเปลือกความป๊อปออก เนื้อหาของเพลงคือบทพูดของชายคนหนึ่งที่กำลังจีบใครสักคน เขายอมรับตรง ๆ ว่าตัวเองไม่ใช่คนพูดเก่ง และสิ่งที่อยากสื่อก็พูดออกมาได้ไม่ครบ เขารู้ว่าความสัมพันธ์ที่กำลังจะเริ่มอาจไม่จีรัง แต่ก็ยังเลือกที่จะลองดู หัวใจของเพลงอยู่ที่การวิงวอนให้อีกฝ่าย "รับเขาไว้" ลองเปิดใจ ลองให้โอกาส แม้จะมีความเสี่ยงที่จะเจ็บ เขาขอแค่เวลาเพิ่มอีกนิด เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไป ก็จะไม่มีวันได้กลับมาอีก ท่อนเสียงสูงลิ่วที่ Morten ร้องจึงไม่ใช่แค่การโชว์พลังเสียง แต่เหมือนเสียงหัวใจที่พุ่งทะลุออกมาในวินาทีที่กล้าที่สุดของคนคนหนึ่ง

บริบททางวัฒนธรรมและมรดกที่ทิ้งไว้

"Take On Me" ไม่ได้เป็นแค่เพลงฮิตชั่วคราว แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุค 80s อย่างสมบูรณ์ มิวสิควิดีโอของมันคว้ารางวัล MTV Video Music Awards หลายสาขา และยังถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน MV ที่ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาล นานหลายสิบปีต่อมา เวอร์ชัน MTV Unplugged แบบอะคูสติกช้า ๆ ของวงในปี 2017 ก็เผยให้เห็นว่าเมื่อลอกความหวือหวาออก เพลงนี้กลับเศร้าและงดงามอย่างน่าประหลาดใจ จนแฟนเพลงรุ่นใหม่หลายคนเพิ่งเข้าใจว่าแก่นของมันเปราะบางแค่ไหน นอกจากนี้เพลงยังถูกนำกลับมาใช้ในภาพยนตร์อย่าง Deadpool 2 และในวิดีโอเกมต่าง ๆ ทำให้คนรุ่นใหม่รู้จักมันโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมาจากยุค 80s

ทำไมยังกินใจคนถึงทุกวันนี้

เหตุผลที่ "Take On Me" ยังไม่ตายแม้เวลาผ่านไปกว่าสี่ทศวรรษ คือความรู้สึกที่อยู่ในเพลงเป็นสากลและไร้กาลเวลา ทุกคนเคยเป็นคนที่ยืนอยู่หน้าประตูของโอกาส ลังเลว่าจะกล้าเคาะหรือไม่ ความกลัวการถูกปฏิเสธปนกับความหวังเล็ก ๆ ว่าอีกฝ่ายอาจตอบรับ คือสิ่งที่มนุษย์ทุกยุคเข้าใจตรงกัน เรื่องราวของวง a-ha เองที่ล้มแล้วลุก ปล่อยเพลงซ้ำถึงสามครั้งกว่าจะสำเร็จ ก็เหมือนสะท้อนข้อความในเพลงพอดี นั่นคือบางครั้งความกล้าที่จะ "ลองอีกครั้ง" ต่างหากที่เปลี่ยนทุกอย่าง


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรี

ลองฟังอัลบั้มเปิดตัว "Hunting High and Low" แบบเต็ม ๆ แล้วคุณจะพบว่า a-ha ไม่ได้มีดีแค่เพลงฮิตเพลงเดียว เสียงซินธ์อบอุ่นปนเศร้าตลอดทั้งอัลบั้มคือลายเซ็นของพวกเขา

📚 ติดตามเรื่องราว

อยากเข้าใจว่าสามหนุ่มนอร์เวย์ฝ่าฟันวงการเพลงลอนดอนมาได้อย่างไร หนังสือชีวประวัติและสารคดีเกี่ยวกับวงจะพาคุณย้อนกลับไปเห็นความดื้อรั้นและความฝันของพวกเขา

🌍 ไปเยือนสถานที่จริง

ออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ คือบ้านเกิดของ a-ha และมีบรรยากาศแบบสแกนดิเนเวียที่หล่อหลอมเสียงดนตรีอันเย็นเยียบแต่อบอุ่นของพวกเขา ลองวางแผนทริปสำรวจประเทศแห่งฟยอร์ดดูสักครั้ง

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง

อยากร้องท่อนเสียงสูงในตำนานหรือเล่นริฟฟ์คีย์บอร์ดสุดคลาสสิกนั้นเอง ลองหยิบคีย์บอร์ดซินธ์หรือโน้ตเพลงมาฝึกดู แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมเสียงยุค 80s ถึงมีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามต่อได้เลย:

Tags
80s