SONGFABLE · 2011

Somebody That I Used to Know

GOTYE · 2011

Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

Somebody That I Used to Know - Gotye (2011)

TL;DR: เพลงนี้ไม่ได้เป็นแค่เพลงเศร้าหลังเลิกรา แต่เป็น "การโต้เถียงสองฝ่าย" ที่จงใจให้ความยุติธรรมกับทั้งคู่ ฝ่ายชายระบายความเจ็บปวด ส่วนฝ่ายหญิงสวนกลับว่าเขาก็ไม่ได้ใสสะอาด ความฉลาดของเพลงคือ ไม่มีใครเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย

ความจริงที่หลายคนมองข้าม

คนส่วนใหญ่จำเพลงนี้ได้จากท่อนฮุกที่ติดหู และคิดว่ามันเป็นเพลงของผู้ชายที่ถูกทิ้งแล้วเศร้า แต่จริง ๆ แล้วมันลึกกว่านั้นมาก ครึ่งแรกเป็นมุมของฝ่ายชายที่รู้สึกถูกตัดขาดอย่างไร้เยื่อใย ราวกับว่าความสัมพันธ์ทั้งหมดถูกลบทิ้งจนเขากลายเป็น "คนแปลกหน้าที่เคยรู้จัก" แต่พอถึงครึ่งหลัง เสียงผู้หญิง (ร้องโดย Kimbra นักร้องชาวนิวซีแลนด์) เข้ามาสวนกลับทันที เธอบอกเล่าอีกด้านว่าเขาเองก็เคยทำให้เธอเจ็บ ชอบโยนความผิดให้เธอ และความสัมพันธ์ที่จบไปก็เป็นเรื่องดีแล้ว เสน่ห์ของเพลงคือมันไม่ตัดสินว่าใครถูกใครผิด

เบื้องหลัง: ศิลปินที่หายตัวไปหลังเพลงดังที่สุด

Gotye (อ่านว่า "กอ-ตี-เย่") คือชื่อในวงการของ Wally De Backer ศิลปินชาวเบลเยียม-ออสเตรเลีย เขาทำเพลงนี้ขึ้นในสตูดิโอเล็ก ๆ ในชนบทของรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย โดยเล่าว่าใช้เวลานานในการประกอบเพลงขึ้นจากชิ้นส่วนเสียงเล็ก ๆ มากมาย จุดเด่นที่ทุกคนจดจำคือเสียงระนาดไม้ (xylophone) ที่นำมาจากการแซมเปิลผลงานของ Luiz Bonfá นักกีตาร์บอสซาโนวาชาวบราซิล

ปี 2011-2012 เพลงนี้ระเบิดไปทั่วโลก ขึ้นอันดับ 1 ในกว่า 20 ประเทศ และคว้ารางวัลแกรมมีถึง 3 ตัว สำหรับแฟนเพลงไทย หลายคนน่าจะจำได้ว่าช่วงนั้นยุค YouTube กำลังเฟื่องฟู มิวสิกวิดีโอที่ตัวศิลปินถูกระบายสีบนร่างกายจนกลมกลืนกับฉาก กลายเป็นภาพไอคอนิก และเพลงนี้ก็เป็นหนึ่งในเพลงที่ถูกนำมาทำคัฟเวอร์และล้อเลียนมากที่สุดในประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ต รวมถึงคลิปคัฟเวอร์ของวง Walk Off the Earth ที่ใช้กีตาร์ตัวเดียวเล่นห้าคน ซึ่งคนไทยจำนวนมากได้ดูควบคู่ไปกับต้นฉบับ

ถอดความหมาย: บทสนทนาที่ไม่มีใครฟังกัน

ครึ่งแรกฝ่ายชายเริ่มต้นแบบใจกว้าง ยอมรับว่าความรักที่จบลงก็มีช่วงเวลาดี ๆ แต่พอเล่าต่อ น้ำเสียงเริ่มขมขึ้นเรื่อย ๆ เขาบ่นว่าถูกทอดทิ้ง ถูกทำให้รู้สึกเหมือนไม่เคยมีตัวตน และเจ็บที่อีกฝ่ายตัดขาดเขาราวกับเขาไม่เคยมีความหมาย ความรู้สึกที่ถูกบีบให้กลายเป็นแค่ "คนที่เคยรู้จัก" คือแก่นของความเจ็บปวดในเพลง

แต่จุดพลิกอยู่ที่ครึ่งหลัง เมื่อเสียงผู้หญิงเข้ามา เธอไม่ยอมให้เขาเป็นฝ่ายถูกอยู่ฝ่ายเดียว เธอเล่าว่าตอนคบกันเขาก็ทำให้เธอเหงาและเจ็บ ชอบเอาเพื่อนของเขามากันเธอออกไป และพอเลิกแล้วเขายังมาตื๊อขอคืนดี ทั้งที่ตัวเขาเองนั่นแหละที่บอกว่าจบก็คือจบ มุมมองสองด้านนี้ทำให้เพลงสมจริงอย่างน่าตกใจ เพราะในชีวิตจริงการเลิกรามักไม่มีใครเป็นเหยื่อบริสุทธิ์

บริบททางวัฒนธรรมและมรดกของเพลง

เพลงนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนยุคเปลี่ยนผ่านของวงการเพลง มันคือตัวอย่างชัดเจนว่าศิลปินอินดี้ที่ทำเพลงเองในห้องเล็ก ๆ สามารถดังระดับโลกได้ด้วยพลังของการแชร์ออนไลน์ โดยไม่ต้องพึ่งค่ายยักษ์ใหญ่ ว่ากันว่านี่เป็นหนึ่งในเพลงที่นิยามยุค 2010s ตอนต้นได้ดีที่สุด

ที่น่าสนใจคือ หลังจากความสำเร็จมหาศาล Gotye เลือกที่จะถอยออกจากความเป็นป๊อปสตาร์ แทบไม่ออกซิงเกิลในนามนี้อีก และหันไปทำโปรเจกต์ดนตรีทดลองที่ตัวเองสนใจ เป็นการตัดสินใจที่หาได้ยากในอุตสาหกรรมที่ทุกคนวิ่งไล่ความดัง

ทำไมยังโดนใจคนฟังจนถึงวันนี้

เพราะมันพูดความจริงที่เจ็บแต่จริงเกี่ยวกับการเลิกรา นั่นคือ คนสองคนที่เคยรักกันสุดหัวใจ วันหนึ่งสามารถกลายเป็นคนแปลกหน้าที่เดินผ่านกันเฉย ๆ ได้ และความเจ็บปวดส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการที่ใครทำผิด แต่มาจากการที่ความทรงจำดี ๆ ทั้งหมดถูกทำให้ไร้ค่าไปในพริบตา

ใครที่เคยผ่านความสัมพันธ์ที่จบไม่สวย จะเข้าใจทั้งสองเสียงในเพลงนี้ได้พร้อมกัน ทั้งความรู้สึกถูกทอดทิ้งของฝ่ายหนึ่ง และความอึดอัดของอีกฝ่ายที่อยากหนีออกมา นี่คือเหตุผลที่เพลงอายุกว่าสิบปีแล้วยังถูกเปิดซ้ำ และยังทำให้คนฟังนิ่งไปทุกครั้งที่เสียงผู้หญิงเริ่มสวนกลับ


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรี

ลองฟังอัลบั้มเต็ม "Making Mirrors" เพื่อเข้าใจว่าเพลงดังนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกเสียงที่หลากหลายของ Gotye อัลบั้มนี้ผสมเสียงแปลก ๆ และการทดลองที่น่าทึ่ง

ลองตามไปฟังงานเดี่ยวของ Kimbra ด้วย เพื่อรู้จักเสียงที่ทำให้ครึ่งหลังของเพลงทรงพลังขนาดนั้น

📚 ตามรอยเรื่องราว

อ่านหนังสือเกี่ยวกับการสร้างเพลงในยุคอินดี้ดิจิทัล เพื่อเข้าใจว่าศิลปินทำเพลงเองในห้องเล็ก ๆ แล้วดังทั่วโลกได้อย่างไร

หนังสือเรื่องจิตวิทยาความสัมพันธ์ก็ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมเพลงเลิกราถึงสะกิดใจคนได้ลึกขนาดนี้

🌍 ไปเยือนสถานที่จริง

เพลงนี้ถือกำเนิดในชนบทรัฐวิกตอเรีย ออสเตรเลีย ลองหาคู่มือท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสบรรยากาศเงียบสงบที่หล่อหลอมงานเพลงนี้

เมลเบิร์นซึ่งเป็นเมืองใหญ่ใกล้เคียง เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมดนตรีอินดี้ที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของออสเตรเลีย

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง

อยากเล่นเสียงระนาดไม้แบบในเพลงไหม? ลองหาเครื่องเพอร์คัชชันมาทดลองเล่นเอง หรือฝึกร้องท่อนสองคนแบบดูเอตกับเพื่อน

กีตาร์โปร่งหนึ่งตัวก็พอจะลองเล่นทำนองหลักของเพลงนี้ได้ เหมือนที่นักคัฟเวอร์ทั่วโลกทำกัน


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามเพิ่มเติม:

Tags
10s