SONGFABLE · 1995

Some Might Say

OASIS · 1995

Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

Some Might Say - Oasis (1995)

เพลงที่พา Oasis ขึ้นอันดับหนึ่งของ UK Singles Chart เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 1995 และกลายเป็นปฐมบทแห่งยุค Britpop อย่างเต็มตัว "Some Might Say" คือเสียงโห่ร้องของคนชั้นแรงงานแมนเชสเตอร์ที่บอกว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่ในความวุ่นวายนั้นยังมีพื้นที่ให้ฝัน นี่ไม่ใช่เพลงปรัชญา แต่เป็นมนตราของหนุ่มสาวที่ปฏิเสธจะยอมจำนนต่อชะตากรรมของชนชั้น

Hook: ช่วงเวลาที่ Britpop กลายเป็นกระแสหลัก

เดือนเมษายน 1995 อังกฤษกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรม รัฐบาลอนุรักษนิยมของ John Major กำลังร่วงโรย Tony Blair กับ New Labour กำลังเตรียมขึ้นมาด้วยภาพลักษณ์ "Cool Britannia" และในวงการดนตรี วงร็อกจากแมนเชสเตอร์ที่เคยเล่นในผับเล็กๆ เมื่อสองปีก่อน กำลังจะปล่อยซิงเกิลที่จะเปลี่ยนทุกอย่าง

"Some Might Say" เป็นซิงเกิลที่สี่จากอัลบั้มที่สอง (What's the Story) Morning Glory? และเป็นเพลงสุดท้ายที่มือกลองคนแรก Tony McCarroll บันทึกเสียงกับวง เมื่อปล่อยออกมาในวันที่ 24 เมษายน 1995 มันขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ตอังกฤษทันที กลายเป็นเพลงแรกของ Oasis ที่ทำสำเร็จ และเป็นสัญญาณว่ายุคของ Suede กับ Blur ในฐานะเจ้าของกระแส Britpop กำลังจะถูกท้าทายอย่างหนัก

สิ่งที่ทำให้เพลงนี้พิเศษไม่ใช่แค่ความสำเร็จในชาร์ต แต่คือเสียงกีตาร์อันหนักแน่นแบบ T. Rex ผสม Slade ที่ Noel Gallagher สร้างขึ้น เสียงร้องนาสิกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Liam Gallagher และเนื้อร้องที่เหมือนสุภาษิตชาวบ้านอังกฤษ บอกเล่าความขัดแย้งของชีวิตในแบบที่ไม่ต้องอธิบายมาก เพราะทุกคนเข้าใจได้

Background: จากผับ Boardwalk สู่ยอดชาร์ต

กว่าจะมาถึง "Some Might Say" ครอบครัว Gallagher ผ่านอะไรมามากมาย Noel กับ Liam เติบโตในย่าน Burnage แมนเชสเตอร์ พ่อชาวไอริชที่ติดเหล้าและใช้ความรุนแรง แม่ Peggy ที่สุดท้ายพาลูกๆ หนีออกจากบ้าน ความเป็นชนชั้นแรงงานไอริช-อังกฤษนี้ฝังลึกในตัวพวกเขา และจะกลายเป็นแก่นของเสียงดนตรี Oasis

Noel เริ่มเขียนเพลงตั้งแต่อายุ 13 ขณะทำงานเป็นเด็กส่งของและคนงานก่อสร้าง เขาเคยเป็น roadie ให้วง Inspiral Carpets ก่อนจะมาเจอวงของน้องชายตัวเอง ในปี 1991 Liam กับเพื่อนๆ ตั้งวงชื่อ Rain แล้วเปลี่ยนเป็น Oasis ตามชื่อโรงยิมในเมือง Swindon ที่ Liam เคยเห็นในโปสเตอร์ Inspiral Carpets

เรื่องเล่าที่กลายเป็นตำนานคือคืนวันที่ 31 พฤษภาคม 1993 ที่ผับ King Tut's Wah Wah Hut ใน Glasgow Alan McGee เจ้าของค่าย Creation Records บังเอิญเข้ามาดูวงอื่น แต่กลับเจอ Oasis เล่นเปิดให้ และเซ็นสัญญาทันที อัลบั้มแรก Definitely Maybe (1994) กลายเป็นอัลบั้มเปิดตัวที่ขายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ

แต่ "Some Might Say" คือก้าวที่แตกต่าง อัลบั้มแรกฟังดูสด ดิบ และเร่งรีบ ส่วนเพลงนี้ฟังดูมั่นใจกว่า เนื้อหากว้างกว่า โปรดิวเซอร์ Owen Morris ซึ่งทำงานร่วมกับ Noel ในการมิกซ์ ใช้เทคนิคที่เรียกว่า "brick-walling" คือเร่งระดับเสียงให้สูงที่สุด ทำให้เพลงฟังดูใหญ่และหนาแน่นกว่าทุกอย่างในยุคนั้น

ในสัปดาห์เดียวกันที่เพลงนี้ขึ้นอันดับหนึ่ง Blur ปล่อย "Country House" เพื่อชนกับ "Roll With It" ของ Oasis สร้างปรากฏการณ์ที่สื่ออังกฤษเรียกว่า "Battle of Britpop" ในเดือนสิงหาคม 1995 แต่ก่อนหน้านั้น "Some Might Say" คือเพลงที่ทำให้ Oasis ก้าวขึ้นมาในฐานะวงที่ใหญ่ที่สุดของชาติแล้ว

Real Meaning: สุภาษิตชาวบ้านในยุคหลังอุตสาหกรรม

Noel Gallagher เคยพูดในการสัมภาษณ์หลายครั้งว่าเขาไม่ค่อยใส่ใจกับความหมายของเนื้อเพลงเท่าไหร่ เขาให้ความสำคัญกับเสียงของคำมากกว่า ว่ามันร้องออกมาเข้ากับท่วงทำนองหรือไม่ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเพลงของเขาไม่มีความหมาย ตรงกันข้าม เพลงของ Noel มักทำงานในระดับของสุภาษิต คือฟังดูเหมือนความจริงสามัญที่ทุกคนรู้ แต่พูดออกมาในจังหวะที่ทำให้รู้สึกใหม่

แก่นของ "Some Might Say" คือการสะท้อนชีวิตด้วยภาพที่ขัดแย้งกัน คนบางคนเห็นโลกแบบนี้ บางคนเห็นแบบนั้น และในความขัดแย้งของมุมมองเหล่านั้น มีความจริงบางอย่างซ่อนอยู่ ภาพของหมาตัวหนึ่งบนถนน ห้องครัวที่จม ห้องนอนที่อับ ทั้งหมดนี้คือสภาพแวดล้อมของคนชั้นแรงงานในแฟลตเก่าๆ ในเมืองอุตสาหกรรมเหนือของอังกฤษ ที่กำลังสลายตัวไปในยุคหลัง Margaret Thatcher

แต่ในความหดหู่ของสภาพแวดล้อม เพลงไม่ได้หม่นหมอง ตรงกันข้าม ท่วงทำนองสว่าง กลองเล่นแบบ stomping ปรบมือลงในทุกบีต และในท่อนคอรัสมีคำว่า "เราจะพบทางออก" ซ้ำๆ ราวกับมนตรา นี่คือสไตล์ที่ Noel เขียนซ้ำๆ ตลอดอาชีพ คือยอมรับว่าชีวิตเลว แต่ปฏิเสธจะให้ความเลวนั้นกำหนดตัวเรา

ในเชิงวรรณกรรม วิธีนี้เรียกว่า "working-class transcendence" คือการมองชีวิตชนชั้นแรงงานไม่ใช่เป็นโศกนาฏกรรม แต่เป็นพื้นที่ของศักดิ์ศรี เพลงไม่ได้ขอให้คนรวยมาช่วย ไม่ได้เรียกร้องระบบให้เปลี่ยน แต่บอกว่าเราจะหาทางของเราเอง นี่คือจิตวิญญาณที่ Paul Weller จาก The Jam เคยทำในยุค 80 และ Stone Roses ทำในปลายยุค 80 และ Oasis รับช่วงต่อในยุค 90

อีกชั้นหนึ่งของเพลงคือเสียงที่ดัง เสียงกีตาร์ของ Noel ในเพลงนี้ฟังดูเหมือนกำแพง คล้ายงาน wall of sound ของ Phil Spector แต่หนักและสกปรกกว่า ทำให้ผู้ฟังรู้สึกถูกห่อหุ้มด้วยพลังงาน นี่คือสิ่งที่ Noel เคยพูดถึง คือเขาต้องการให้เพลงของเขาฟังในระดับเสียงดังที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะนั่นคือวิธีที่เพลงร็อกควรถูกฟัง

ในมุมหนึ่ง "Some Might Say" คือเพลงที่บอกความจริงเรียบง่ายที่สุดของชีวิต คือเราเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่เราไม่ได้เลือก แต่เรามีอำนาจในการตอบโต้สภาพแวดล้อมนั้น และการตอบโต้ที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การโกรธ แต่คือการร้องเพลงให้ดังกว่าโลกที่พยายามทำให้เราเงียบ

Cultural Context: เสียงสะท้อนในวงการเพลงไทย

สำหรับผู้ฟังชาวไทย Britpop มาถึงในช่วงปลายยุค 90 พร้อมกับการเปิดของวัฒนธรรมตะวันตกใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่อเมริกัน ในตอนนั้น MTV Asia และคลื่นวิทยุอย่าง 95.5 Virgin Hitz เริ่มเปิดเพลง Oasis, Blur, Pulp และ Radiohead ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เกิดในยุค 80 ได้สัมผัสกับเสียงร็อกอังกฤษที่ต่างจากร็อกแบบฮาร์ดร็อกหรือกรันจ์ที่ครองคลื่นในต้นยุค 90

แต่ถ้ามองให้ลึก จิตวิญญาณของ "Some Might Say" ที่เป็นเสียงของคนชั้นแรงงานที่ปฏิเสธจะยอมจำนน มีรากเดียวกับเพลงเพื่อชีวิตของไทย โดยเฉพาะงานของ คาราบาว ตั้งแต่ทศวรรษ 80 เพลงอย่าง "เมดอินไทยแลนด์" หรือ "บัวลอย" บอกเล่าชีวิตของคนชั้นแรงงาน เกษตรกร และคนชายขอบในสังคมไทย ด้วยภาษาตรงไปตรงมา ไม่ใช้คำสวยหรู และมีท่วงทำนองที่ทำให้ร้องตามได้ทันที วิธีการเล่าเรื่องของแอ๊ด คาราบาว กับวิธีของ Noel Gallagher ต่างกันในรายละเอียดทางวัฒนธรรม แต่เหมือนกันในจิตวิญญาณ คือทั้งคู่เชื่อว่าเพลงคือเสียงของคนที่ไม่มีไมโครโฟน

ในยุค 2000 วง Bodyslam กลายเป็นวงร็อกที่ครองใจคนไทยรุ่นใหม่ และในหลายเพลงของพวกเขา โดยเฉพาะอัลบั้ม Save My Life และ คราม จะเห็นอิทธิพลของ Britpop ชัดเจน เสียงกีตาร์ที่หนาแน่น เมโลดี้คอรัสที่ออกแบบให้คนเป็นพันร้องตามได้ และเนื้อหาที่พูดถึงการก้าวข้ามอุปสรรคชีวิต ทั้งหมดนี้คือมรดกที่ส่งต่อจาก Oasis และวงในยุคเดียวกัน

อีกหนึ่งวงที่ต้องพูดถึงคือ Modern Dog วงร็อกอัลเทอร์เนทีฟไทยที่เริ่มต้นในกลางยุค 90 พร้อมกับ Oasis แทบจะแบบไม่นัดหมาย อัลบั้ม เสริมสุขภาพ (1994) และ ทาง กลาย เป็นเพลงสำคัญของวงการดนตรีอินดี้ไทย Modern Dog ไม่ได้เลียนแบบ Britpop แต่พวกเขาดูดซับจิตวิญญาณของยุคนั้น คือความเชื่อว่าวงการเพลงควรเปิดพื้นที่ให้เสียงใหม่ๆ ที่ไม่ต้องผ่านสูตรของค่ายใหญ่

สำหรับคนกรุงเทพที่อยากสัมผัสบรรยากาศของผับร็อกแบบที่ Oasis เคยเล่นในยุคเริ่มต้น Saxophone Pub ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิคือสถานที่ในตำนาน เปิดตั้งแต่ปี 1987 ผับนี้คือพื้นที่ที่นักดนตรีไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่ามาเล่นสด ไม่ใช่แค่แจ๊ส แต่รวมถึงบลูส์และร็อก บรรยากาศของห้องเล็กๆ ที่คนยืนชิดกัน เบียร์ในมือ เสียงกีตาร์ที่ดังจนสะเทือนหน้าอก คือบรรยากาศเดียวกันที่ Oasis เคยเล่นใน Boardwalk แห่งแมนเชสเตอร์ก่อนพวกเขาดัง

ในแง่หนึ่ง สิ่งที่ "Some Might Say" สอนวงดนตรีไทยรุ่นใหม่คือบทเรียนเรื่องความมั่นใจในเสียงของตัวเอง Oasis ไม่ได้พยายามฟังดูเหมือนวงอเมริกัน พวกเขาภูมิใจในการเป็นวงจากแมนเชสเตอร์ พูดสำเนียงท้องถิ่น และใช้คำที่คนชั้นแรงงานอังกฤษเข้าใจ วงไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ก็เป็นแบบนี้ คือไม่กลัวที่จะฟังดูเป็นไทย ไม่กลัวที่จะใช้ภาษาท้องถิ่น และไม่กลัวที่จะพูดถึงประเด็นที่คนในประเทศของตัวเองเข้าใจก่อนคนอื่น

Why It Resonates Today: ความหมายในยุคที่ความหวังหายาก

สามสิบปีหลังจากที่ "Some Might Say" ขึ้นอันดับหนึ่งของชาร์ตอังกฤษ โลกเปลี่ยนไปมาก แต่บางอย่างยังเหมือนเดิม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาก็ยังขยายตัว คนชั้นแรงงานในประเทศหลังอุตสาหกรรมก็ยังต้องเผชิญกับการสูญเสียงานเพราะ AI ค่าเช่าบ้านในเมืองใหญ่ก็พุ่งสูงจนคนรุ่นใหม่ไม่สามารถมีบ้านของตัวเองได้ และในประเทศไทย ความฝันของคนรุ่น Gen Z ที่จะมีชีวิตที่ดีกว่ารุ่นพ่อแม่ก็ดูเหมือนจะห่างไกลกว่าที่เคย

ในบริบทแบบนี้ เพลงที่บอกว่า "เราจะพบทางออก" ฟังดูทั้งซื่อและจำเป็น ซื่อเพราะมันไม่ได้เสนอแผนการปฏิรูปสังคม จำเป็นเพราะในยามที่ระบบดูเหมือนจะปิดทุกประตู มนุษย์ยังต้องการเสียงที่บอกว่าอย่ายอมแพ้ Oasis ไม่ใช่วงปัญญาชน พวกเขาไม่ได้พยายามวิเคราะห์โครงสร้างของสังคม แต่พวกเขาเข้าใจสิ่งหนึ่งที่ลึกซึ้ง คือพลังของการร้องเพลงร่วมกัน ในช่วงเวลาที่เพลงนี้ดังในผับและสนามฟุตบอล มันคือการประกาศของชุมชนว่าเรายังอยู่ที่นี่ เรายังไม่หายไป

ในยุคของสตรีมมิ่ง เพลงร็อกที่ยาวกว่าห้านาทีและเล่นกีตาร์อย่างจริงจังเป็นสิ่งที่หายไปจากกระแสหลัก อัลกอริทึมของ Spotify และ TikTok ชอบเพลงสั้น แฮ้คคอรัส และเนื้อหาที่เข้าใจง่ายในวินาทีแรก แต่ "Some Might Say" ฟังในวันนี้ก็ยังให้ความรู้สึกบางอย่างที่เพลงสมัยใหม่ส่วนใหญ่ให้ไม่ได้ คือความรู้สึกของวงดนตรีจริงๆ ที่เล่นในห้องเดียวกัน ผ่านความผิดพลาดเล็กน้อยที่ทำให้รู้ว่ามนุษย์อยู่หลังเครื่องดนตรี

มากกว่านั้น ปี 2025 ปีที่ผ่านมา Oasis กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหลังแยกวงไป 16 ปี ทัวร์คอนเสิร์ตของพวกเขาเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ตั๋วขายหมดในไม่กี่นาที และคนที่ไม่เคยฟังเพลงพวกเขาในยุค 90 รวมถึงคนรุ่น Gen Z ก็แห่กันไปซื้อตั๋ว นี่คือสิ่งที่บอกว่าเพลงของ Oasis ไม่ได้เป็นเพียงเพลงของยุคหนึ่ง แต่กลายเป็นมรดกที่ส่งต่อข้ามรุ่น เด็กที่เกิดในปี 2005 ตอนนี้กำลังร้อง "Some Might Say" เสียงดังพร้อมพ่อแม่ของเขา และในการร้องร่วมกันนั้นมีบางอย่างที่อัลกอริทึมจำลองไม่ได้

ในประเทศไทย เมื่อแฟนเพลงไทยเดินทางไปดู Oasis ที่อังกฤษหรือสิงคโปร์ ภาพที่กลับมาคือทะเลของผู้คนที่ร้องเพลงเดียวกันไม่ว่าจะมาจากไหน นี่คือสิ่งที่ดนตรีในยุคของการแบ่งขั้วทางการเมืองและวัฒนธรรมยังคงทำได้ คือสร้างพื้นที่ที่ความแตกต่างหายไปชั่วขณะ และเหลือแค่เสียงรวมที่บอกว่าเราจะหาทางออกของเราเอง

นั่นคือเหตุผลที่ "Some Might Say" ยังมีชีวิตในปี 2026 เพราะมันไม่ใช่แค่เพลงของยุค Britpop แต่คือคำสาบานข้ามรุ่นว่าไม่ว่าโลกจะเลวร้ายแค่ไหน มนุษย์จะยังร้องเพลงต่อ และในการร้องเพลงนั้น เราจะพบทางของเรา

วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดำดิ่งในเสียงเพลง

(What's the Story) Morning Glory? (Oasis) อัลบั้มที่บรรจุ "Some Might Say" และเปลี่ยนวงการเพลงอังกฤษไปตลอดกาล อัลบั้มนี้ขายมากกว่า 22 ล้านชุดทั่วโลก รวมเพลง Wonderwall, Don't Look Back in Anger และ Champagne Supernova → Search

Definitely Maybe (Oasis) อัลบั้มแรกที่บอกโลกว่า Oasis คือใคร ดิบ สด และเต็มไปด้วยความหิวกระหายของวงดนตรีที่กำลังจะกลายเป็นใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ฟังเพื่อเข้าใจรากของเสียงในเพลงนี้ → Search

📚 ตามรอยเรื่องราว

Supersonic (Mat Whitecross เขียนจากบทสัมภาษณ์) เรื่องราวจริงของ Oasis ในยุครุ่งโรจน์ตั้งแต่ก่อตั้งวงจนถึงคอนเสิร์ตประวัติศาสตร์ที่ Knebworth 1996 อิงจากสารคดีชื่อเดียวกัน เล่าเบื้องหลังการบันทึก Some Might Say ด้วย → Search

Brothers: From Childhood to Oasis (Paul Gallagher) บันทึกความทรงจำของพี่ชายคนโตของ Noel กับ Liam เล่าชีวิตวัยเด็กของครอบครัว Gallagher ในแมนเชสเตอร์ พื้นเพชั้นแรงงานไอริชที่หล่อหลอมความรู้สึกในเพลงของ Oasis → Search

🌍 ไปเยือนสถานที่เกี่ยวข้อง

Manchester, อังกฤษ บ้านเกิดของพี่น้อง Gallagher เดินจาก Burnage ที่พวกเขาเติบโต ผ่าน Boardwalk Club ที่พวกเขาเริ่มเล่น ถึงร้านแผ่นเสียง Vinyl Exchange และผับ The Old Wellington สัมผัสบรรยากาศที่หล่อหลอม Britpop → Search

Saxophone Pub กรุงเทพ ผับร็อก-แจ๊สในตำนานที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปิดตั้งแต่ 1987 พื้นที่ที่นักดนตรีไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่ามาเล่นสด สัมผัสบรรยากาศของผับร็อกแบบที่ Oasis เริ่มต้นเส้นทาง → Search

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง

Epiphone Sheraton-II Pro กีตาร์ semi-hollow กีตาร์ที่ Noel Gallagher ใช้เล่นเพลงนี้สมัยทัวร์ Morning Glory เสียงหนาและก้องแบบ Britpop รุ่น Epiphone เป็นทางเลือกที่จับต้องได้สำหรับมือใหม่ → Search

เครื่องเล่นแผ่นเสียง Audio-Technica AT-LP60X ฟัง Morning Glory บนแผ่นไวนิลเป็นประสบการณ์ที่ต่างจากสตรีมมิ่งโดยสิ้นเชิง รู้สึกเสียงกีตาร์ที่หนา และพิธีกรรมของการคว่ำแผ่นพลิกด้าน A เป็น B → Search


🎵 Listen on all platforms

🤖 คำถามชวนคิดต่อ

  1. ทำไมเพลงร็อกที่พูดถึงชีวิตชนชั้นแรงงานในอังกฤษถึงสามารถข้ามทะเลมาสะเทือนใจคนไทยได้ และอะไรคือองค์ประกอบสากลในเพลงแบบนี้
  2. ในยุคที่อัลกอริทึมกำหนดว่าเพลงควรสั้นและเข้าถึงเร็ว เพลงร็อกห้านาทีที่เน้นการเล่นวงสดยังมีพื้นที่ในวัฒนธรรมกระแสหลักได้อย่างไร
  3. หากต้องเขียนเพลงร็อกไทยที่บอกเล่าจิตวิญญาณของคนชั้นแรงงานในกรุงเทพยุค 2026 จะเริ่มต้นจากภาพอะไร ฉากไหน และเสียงแบบใด
Tags
90s