SONGFABLE · 1978

One Way or Another

BLONDIE · 1978 · NEW YORK CITY, USA

TL;DR: เพลงนี้ฟังดูเหมือนเพลงป็อปสนุก ๆ เกี่ยวกับการตามจีบใครสักคน แต่จริง ๆ แล้วว่ากันว่ามันมาจากประสบการณ์จริงของ Debbie Harry ที่ถูกแฟนเก่าที่ป่วยทางจิตสะกดรอยตาม เธอเลยพลิกความกลัวให้กลายเป็นเสียงร้องของผู้หญิงที่ "ไล่ล่า" บ้าง
Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

เพลงสนุกที่ซ่อนเรื่องน่าขนลุก

ถ้าคุณเคยฟังเพลงนี้แล้วเผลอร้องตามท่อนฮุกอย่างมีความสุข คุณไม่ใช่คนเดียว มันเป็นเพลงที่ฟังดูเหมือนสาวมั่นกำลังประกาศว่า "ยังไงฉันก็จะตามหาเธอให้เจอ" ด้วยจังหวะสดใสติดหู แต่ความจริงเบื้องหลังกลับมืดกว่านั้นมาก Debbie Harry นักร้องนำของ Blondie เคยเล่าว่าแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากแฟนเก่าที่กลายเป็นคนคอยตามรังควานเธอจนเธอต้องหนีออกจากเมืองเพื่อสลัดเขาให้พ้น สิ่งที่เธอทำคือกลับด้านความหวาดกลัวนั้น เปลี่ยนผู้ถูกล่าให้กลายเป็นผู้ล่า แล้วร้องมันออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและสนุกสนาน

จากนิวยอร์กยุคพังก์สู่เวทีโลก

Blondie ถือกำเนิดในย่านดาวน์ทาวน์ของนิวยอร์กกลางทศวรรษ 1970 ในยุคที่คลับอย่าง CBGB เป็นแหล่งบ่มเพาะวงพังก์และนิวเวฟหน้าใหม่ พวกเขาเริ่มจากวงเล็ก ๆ ก่อนจะแจ้งเกิดระดับโลกด้วยอัลบั้ม Parallel Lines ในปี 1978 ซึ่งเป็นที่มาของเพลงนี้ Debbie Harry กับมือกีตาร์ Chris Stein เป็นทั้งคู่รักและคู่หูสร้างสรรค์ที่ผสมพังก์ ป็อป ดิสโก้ และต่อมายังบุกเบิกแร็ปในเพลง "Rapture" จนทำให้ Blondie กลายเป็นสะพานเชื่อมหลายแนวดนตรีเข้าด้วยกัน

สำหรับแฟนเพลงชาวไทย จุดน่าสนใจคือ "One Way or Another" กลับมาดังอีกครั้งในหมู่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกผ่านเวอร์ชันคัฟเวอร์ของวงบอยแบนด์ One Direction ในปี 2013 ที่ทำเป็นเพลงการกุศล หลายคนที่โตมากับ K-pop และป็อปยุคใหม่อาจรู้จักทำนองนี้ก่อนจะรู้ว่าต้นฉบับมาจากวงพังก์ยุค 70 เสียอีก เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทำนองที่ดีข้ามเวลาและข้ามวัฒนธรรมได้เสมอ

ถอดความหมาย: เมื่อเหยื่อกลายเป็นนักล่า

ตัวเพลงเล่าผ่านมุมมองของคนที่ประกาศอย่างมั่นใจว่าไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เธอจะต้องตามหาเป้าหมายให้เจอ จะคอยเฝ้า จะคอยติดตาม จนสักวันได้พบกัน ฟังเผิน ๆ เหมือนคำสารภาพรักที่ดื้อรั้น แต่เมื่อรู้ที่มา ถ้อยคำเหล่านั้นกลับสะท้อนพฤติกรรมการสะกดรอยตามอย่างเหน็บแนม Debbie Harry ไม่ได้ร้องเพื่อยกย่องการคุกคาม แต่เธอหยิบภาษาของผู้ที่เคยทำให้เธอกลัว มาสวมใส่เองด้วยพลังและอารมณ์ขันแบบเสียดสี ราวกับบอกว่า "ถ้าจะมีคนล่า งั้นรอบนี้ฉันขอเป็นคนล่าเอง"

ความฉลาดของเพลงอยู่ตรงนี้ มันไม่เคยจริงจังเกินไปจนหดหู่ แต่ก็ไม่ไร้เดียงสาจนน่ารำคาญ น้ำเสียงของ Harry เต็มไปด้วยความซุกซนปนอันตราย ทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ทั้งความสนุกและความตึงเครียดในเวลาเดียวกัน

บริบททางวัฒนธรรมและมรดกที่ทิ้งไว้

ในยุคที่วงการเพลงร็อกยังถูกครอบงำด้วยภาพผู้ชาย Debbie Harry กลายเป็นไอคอนของผู้หญิงที่ทั้งสวย เซ็กซี่ และคุมเกมได้ด้วยตัวเอง เธอเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหญิงรุ่นหลังนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ Madonna ไปจนถึงศิลปินป็อปยุคปัจจุบัน "One Way or Another" จึงไม่ได้เป็นแค่เพลงฮิต แต่เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่ปฏิเสธบทเหยื่อ และเลือกถือไมค์เล่าเรื่องในแบบของตัวเอง

เพลงนี้ยังถูกนำไปใช้ในโฆษณา ภาพยนตร์ และซีรีส์มากมายตลอดหลายทศวรรษ จนทำนองของมันฝังลึกในความทรงจำร่วมของวัฒนธรรมป็อปตะวันตก

ทำไมยังโดนใจคนยุคนี้

ในวันที่เราพูดเรื่องการคุกคามและความปลอดภัยส่วนบุคคลกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น เพลงที่หยิบประสบการณ์เลวร้ายมาแปรเป็นพลังกลับยิ่งทรงพลัง "One Way or Another" เตือนเราว่าศิลปะสามารถเป็นเครื่องมือทวงคืนการควบคุมจากสิ่งที่เคยทำให้เรากลัวได้ และที่สำคัญ มันยังเป็นเพลงที่ทำให้ใครก็อยากร้องตามและกระโดดโลดเต้น พิสูจน์ว่าความจริงจังกับความสนุกอยู่ในเพลงเดียวกันได้เสมอ


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรี

📚 ติดตามเรื่องราว

🌍 เยือนสถานที่จริง

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามต่อได้เลย:

Tags
70s