SONGFABLE · 2021

MONTERO (Call Me By Your Name)

LIL NAS X · 2021

TL;DR: เพลงนี้คือการที่ Lil Nas X ประกาศตัวตนในฐานะชายรักชายอย่างเปิดเผยและไม่ขอโทษใคร ผ่านชื่อจริงของตัวเอง (Montero) เปลี่ยนความอับอายที่เคยถูกสอนให้แบกไว้ให้กลายเป็นความภาคภูมิใจอย่างท้าทาย
Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

ความจริงที่หลายคนไม่ทันสังเกต

หลายคนได้ยินชื่อ "Call Me By Your Name" แล้วนึกถึงหนังโรแมนติกปี 2017 ทันที แต่จริง ๆ แล้วชื่อในวงเล็บนี้คือสัญญาณ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Montero Lamar Hill หรือที่โลกรู้จักในชื่อ Lil Nas X หยิบชื่อจริงของตัวเองมาตั้งเป็นชื่อเพลง เพื่อบอกว่านี่ไม่ใช่ตัวละครหรือภาพลักษณ์ แต่คือตัวเขาเองแบบเปลือยเปล่าที่สุด เพลงนี้เป็นทั้งเพลงรัก เพลงประกาศตัวตน และการปลดปล่อยจากความรู้สึกผิดบาปที่ศาสนาและสังคมเคยยัดเยียดให้เขาตั้งแต่เด็ก

เบื้องหลัง: จากเด็กที่ซ่อนตัวสู่ป็อปสตาร์ที่ไม่ยอมซ่อนอีก

Lil Nas X โด่งดังพุ่งพรวดจากเพลง "Old Town Road" ในปี 2019 ที่ครองอันดับหนึ่งบิลบอร์ดยาวนานเป็นสถิติ ในช่วงพีคของความสำเร็จนั้นเอง เขาตัดสินใจเปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่หายากมากในวงการฮิปฮอปที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นชายแบบดั้งเดิม

เขาเติบโตมาในครอบครัวที่เคร่งศาสนาแถบแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ว่ากันว่าตอนวัยรุ่นเขาเคยสวดภาวนาขอให้ความรู้สึกที่มีต่อผู้ชายหายไป เพราะถูกสอนว่ามันคือบาป เมื่อถึงเวลาทำเพลง "MONTERO" ในปี 2021 เขาเลยเปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นให้เป็นงานศิลปะ สำหรับแฟนเพลงชาวไทยที่คุ้นเคยกับซีรีส์วายและวัฒนธรรม LGBTQ+ ที่เปิดกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เพลงนี้อาจสะท้อนความรู้สึกของหลายคนที่เคยต้องซ่อนตัวตนจากครอบครัวหรือความเชื่อทางศาสนา ก่อนจะกล้ายืนหยัดเป็นตัวเอง

ความหมายที่แท้จริงของเนื้อเพลง

เนื้อหาของเพลงพูดถึงความปรารถนาต่อชายคนหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา เขาเล่าถึงความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายอาจยังไม่กล้าเปิดเผยต่อสาธารณะ ต้องแอบซ่อน ทั้งที่ในความมืดกลับสนิทสนมกัน เขาสื่อถึงความรู้สึกที่อยากให้อีกคนเรียกชื่อเขา อยากเป็นที่หนึ่งในใจ พร้อมยอมรับด้านที่สังคมมองว่า "ผิด" ของตัวเองอย่างไม่ลังเล

แก่นสำคัญคือการกลับหัวความคิดเรื่องบาปและนรก แทนที่จะกลัวการถูกลงโทษ เขากลับโอบรับมันอย่างท้าทาย ในมิวสิกวิดีโอที่โด่งดัง เขาเลื่อนไถลลงสู่นรกและเต้นยั่วยวนซาตาน ซึ่งเป็นภาพเปรียบเทียบของการปฏิเสธความอับอายที่ศาสนาเคยใช้ควบคุมคนอย่างเขา มันคือการบอกว่า ถ้าการเป็นตัวเองคือบาป เขาก็จะเป็นบาปนั้นอย่างสง่างาม

บริบททางวัฒนธรรมและมรดกที่ทิ้งไว้

เมื่อเพลงและมิวสิกวิดีโอออกมา มันจุดกระแสถกเถียงอย่างหนักในสหรัฐฯ นักการเมืองและกลุ่มศาสนาอนุรักษ์นิยมออกมาโจมตี โดยเฉพาะเรื่อง "Satan Shoes" รองเท้าลิมิเต็ดที่เขาทำร่วมกับแบรนด์หนึ่ง จนกลายเป็นคดีความ แต่ยิ่งถูกต่อต้าน เพลงยิ่งดัง มันขึ้นอันดับหนึ่งบิลบอร์ดและกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของศิลปินผิวสีที่เป็นเกย์อย่างเปิดเผยในวงการเมนสตรีม

สิ่งที่ทำให้ Lil Nas X ต่างจากคนอื่นคือวิธีที่เขาใช้โซเชียลมีเดียตอบโต้เสียงวิจารณ์ด้วยอารมณ์ขันและความมั่นใจ เขาไม่ขอโทษ ไม่ถอย และเปลี่ยนทุกคำด่าให้กลายเป็นการตลาด กลายเป็นบทเรียนเรื่องการเป็นตัวของตัวเองในยุคอินเทอร์เน็ต

ทำไมเพลงนี้ยังสะเทือนใจคนจนถึงวันนี้

เพราะแก่นของมันไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่คือเรื่องของทุกคนที่เคยถูกบอกว่า "เธอไม่ควรเป็นแบบนี้" ความกล้าที่จะปฏิเสธความอับอายและยืนยันตัวตน เป็นความรู้สึกสากลที่ข้ามพรมแดนภาษาและวัฒนธรรม

สำหรับคนรุ่นใหม่ทั่วโลก รวมถึงในไทยที่บทสนทนาเรื่องความหลากหลายทางเพศกำลังเบ่งบาน "MONTERO" กลายเป็นเพลงประจำใจของการปลดปล่อย มันบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใครเพื่อจะเป็นตัวเอง และบางครั้งสิ่งที่คนอื่นเรียกว่าปีศาจ ก็อาจเป็นเพียงคนที่กล้าเป็นจริงมากกว่าใคร


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำกับเสียงเพลง

📚 ติดตามเรื่องราว

🌍 เยือนสถานที่จริง

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามต่อ
Tags
20s