SONGFABLE · 1980

Vienna

ULTRAVOX · 1980 · VIENNA, AUSTRIA

TL;DR: "Vienna" ไม่ใช่เพลงรักหวานซึ้งเกี่ยวกับเมืองหลวงออสเตรียอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นบทเพลงว่าด้วย "ความรักชั่วครู่ในวันหยุด" ที่งดงามราวภาพยนตร์ขาวดำ — และพอกลับสู่ชีวิตจริง ทุกอย่างก็เลือนหายราวกับไม่เคยมีความหมายอะไรเลย
Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

เพลงที่ดังที่สุด...โดยไม่เคยขึ้นอันดับหนึ่ง

นี่คือเรื่องตลกร้ายที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์เพลงป๊อปอังกฤษ "Vienna" ของ Ultravox ค้างอยู่ที่อันดับ 2 ของชาร์ตสหราชอาณาจักรนานถึงสี่สัปดาห์ในปี 1981 โดยถูกขวางทางด้วยเพลงตลกชื่อ "Shaddap You Face" ของ Joe Dolce — เพลงล้อเลียนสำเนียงอิตาเลียนที่แทบไม่มีใครจำได้ในวันนี้ ขณะที่ "Vienna" กลายเป็นตำนาน ถึงขนาดที่ในปี 2012 ผู้ฟัง BBC Radio 2 โหวตให้มันเป็น "เพลงอันดับ 2 ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล" ความอยุติธรรมกลายเป็นเกียรติยศไปเสียอย่างนั้น

จากวงที่เกือบแตก สู่เพลงประจำยุค New Romantic

ก่อนหน้านั้น Ultravox เป็นวงพังก์-อาร์ตร็อกที่เพิ่งเสียนักร้องนำ John Foxx ไป หลายคนคิดว่าวงจบแล้ว แต่การมาถึงของ Midge Ure นักดนตรีชาวสกอตแลนด์ กลับพลิกทุกอย่าง เขาพาวงเข้าสู่เสียงสังเคราะห์เต็มตัว และ "Vienna" คือหมุดหมายของยุค New Romantic — ยุคที่หนุ่มสาวอังกฤษแต่งตัวหรูหราเกินจริง แต่งหน้า และเต้นรำกับเสียงซินธิไซเซอร์เพื่อหนีความหดหู่ของเศรษฐกิจยุคแทตเชอร์

สำหรับแฟนเพลงไทย ลองนึกถึงช่วงเวลาเดียวกันที่ซาวด์ซินธ์แบบนี้ไหลเข้ามาในเอเชียและกลายเป็นรากของเพลงสตริงยุค 80 ของไทย — เสียงคีย์บอร์ดเย็นๆ โทนเศร้าแต่หรูหราที่เราคุ้นหูจากเพลงไทยยุคนั้น มีสายเลือดเดียวกันกับเพลงนี้นี่เอง ว่ากันว่าตัวเพลงได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง The Third Man (1949) ที่ถ่ายทำในกรุงเวียนนาหลังสงคราม และมิวสิควิดีโอขาวดำสุดอลังการของเพลงนี้ก็จงใจเลียนบรรยากาศหนังนัวร์เรื่องนั้นแบบเต็มๆ

ความหมายที่แท้จริง: ความทรงจำที่ "ไม่มีความหมายอะไรเลย"

เนื้อเพลงเล่าเรื่องชายคนหนึ่งที่หวนนึกถึงความสัมพันธ์สั้นๆ ราวความฝัน ภาพของอากาศเย็นชื้น แสงไฟสลัว และใบหน้าของใครบางคนที่เคยเปล่งประกายในห้วงเวลานั้น ทุกอย่างถูกบรรยายราวฉากในหนังเก่า สวยงาม ลึกลับ เกินจริง — แล้วท่อนฮุกก็ตบหน้าเราด้วยประโยคทำนองว่า ช่วงเวลานั้นไม่ได้มีความหมายอะไรกับฉันเลย ก่อนจะเอ่ยชื่อเมืองเวียนนาออกมาราวกับถอนหายใจ

Midge Ure เคยเล่าว่าแก่นของเพลงคือ "โรแมนซ์วันหยุด" (holiday romance) — ความรักที่ร้อนแรงราวกับสำคัญที่สุดในชีวิตขณะที่เราอยู่ต่างแดน แต่พอกลับบ้าน มันกลับจางหายเหมือนรูปถ่ายที่ซีดลง ความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้: ผู้เล่าพยายามบอกตัวเองว่ามันไม่มีความหมาย แต่ดนตรีอันยิ่งใหญ่อลังการกลับฟ้องว่าเขายังลืมไม่ลงเลยสักนิด นี่คือเพลงปฏิเสธความรู้สึกที่ไพเราะที่สุดเพลงหนึ่งที่เคยมีมา

มรดกทางวัฒนธรรม

ในทางดนตรี "Vienna" คือบทเรียนความกล้า: เพลงยาวเกือบห้านาที จังหวะเชื่องช้า เปิดด้วยเสียงเบสสังเคราะห์ตุบๆ ราวเสียงหัวใจเต้น มีท่อนเปียโนกึ่งคลาสสิกและไวโอลิน ก่อนระเบิดเป็นไคลแมกซ์ที่ Midge Ure ร้องเอื้อนชื่อเมืองด้วยเสียงสั่นแบบโอเปร่า ค่ายเพลงไม่เชื่อว่ามันจะดังด้วยซ้ำ แต่วงยืนกรานปล่อยเป็นซิงเกิล และมันกลายเป็นเพลงที่นิยามทั้งวงและทั้งยุคสมัย อิทธิพลของมันได้ยินได้ในงานของ Visage, Depeche Mode ยุคแรก ไปจนถึงซาวด์แทร็กหนังย้อนยุค 80 ทุกวันนี้ ส่วน Midge Ure เองต่อมาก็ร่วมก่อตั้ง Band Aid และเขียนเพลง "Do They Know It's Christmas?" อีกด้วย

ทำไมวันนี้ยังฟังแล้วจุก

เพราะเราทุกคนมี "เวียนนา" ของตัวเอง — ทริปหนึ่ง คนหนึ่ง ค่ำคืนหนึ่ง ที่ตอนนั้นรู้สึกเหมือนทั้งจักรวาล แต่วันนี้เหลือเพียงภาพเบลอๆ ที่เราแกล้งบอกตัวเองว่าช่างมันเถอะ ในยุคที่ความทรงจำถูกอัดเก็บในมือถือเป็นหมื่นรูป เพลงนี้เตือนเราว่าความรู้สึกบางอย่างเก็บไม่ได้ มันงดงามเพราะมันผ่านไปแล้วนั่นแหละ และบางทีการร้องตะโกนว่า "มันไม่มีความหมาย" ก็คือวิธีสารภาพว่ามันมีความหมายที่สุด


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำกับเสียงดนตรี

📚 ตามรอยเรื่องราว

🌍 เยือนสถานที่จริง

🎸 สัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 [ถามเพิ่มเติม]:

Tags
80s