SONGFABLE · 2018

Mona Lisa

LIL WAYNE · 2018

TL;DR: เพลงนี้ไม่ได้พูดถึงภาพวาดชื่อดังของดา วินชี แต่ใช้ชื่อ "Mona Lisa" เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงสวยที่ใช้เสน่ห์ล่อลวงผู้ชายเข้าสู่กับดัก แล้วปล้นทรัพย์ เป็นเรื่องเล่าอาชญากรรมสองมุมมองระหว่าง Lil Wayne กับ Kendrick Lamar
Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

ความจริงที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

พอเห็นชื่อ "Mona Lisa" หลายคนคงนึกถึงภาพวาดรอยยิ้มปริศนาในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ แต่ในเพลงนี้ Lil Wayne ยืมชื่อภาพวาดที่ "ใครๆ ก็อยากได้มาครอบครอง" มาเปรียบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่งดงามจนผู้ชายตกหลุมรักได้ง่ายดาย ทว่าเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นคือกลลวง เธอคือ "เหยื่อล่อ" ที่ทำหน้าที่หลอกผู้ชายให้ตายใจ ก่อนจะเปิดประตูให้แก๊งเข้ามาปล้น เพลงนี้จึงเป็นละครอาชญากรรมที่ห่อหุ้มด้วยความสวยงามลวงตา

เบื้องหลังและยุคสมัยของเพลง

เพลง "Mona Lisa" อยู่ในอัลบั้ม Tha Carter V ที่ปล่อยในปี 2018 ซึ่งเป็นอัลบั้มที่แฟนเพลงรอคอยกันนานหลายปี เพราะติดปัญหาข้อพิพาททางสัญญาระหว่าง Lil Wayne กับค่าย Cash Money Records ว่ากันว่างานชิ้นนี้ถูกอัดเก็บไว้ตั้งแต่ราวปี 2014 ทำให้เสียงร้องของ Kendrick Lamar ที่มาร่วมฟีเจอริงนั้นเป็นช่วงที่เขากำลังพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดพอดี การได้ยินสองศิลปินระดับตำนานมาปะทะกันในเพลงเดียวจึงเป็นเหมือนสมบัติที่ถูกฝังไว้นาน

สำหรับแฟนเพลงชาวไทยที่เริ่มสนใจฮิปฮอปตะวันตก เพลงนี้เป็นตัวอย่างชั้นดีของสิ่งที่เรียกว่า "storytelling rap" หรือการเล่าเรื่องผ่านแร็ป คล้ายกับที่แร็ปเปอร์ไทยหลายคนในยุคหลังเริ่มหันมาเล่าเรื่องชีวิตจริงเป็นฉากๆ การฟังเพลงนี้จึงเหมือนดูหนังสั้นที่มีบทพูดของตัวละครสองฝั่ง

ถอดความหมายที่ซ่อนอยู่

โครงเรื่องของเพลงเดินด้วยสองมุมมอง ฝั่ง Lil Wayne เล่าในบทของผู้ชายที่มองผู้หญิงคนนี้เป็นอาวุธ เธอสวยพอที่จะทำให้เป้าหมายตายใจ แล้วส่งสัญญาณให้ลูกน้องเข้ามาจัดการ ส่วน Kendrick Lamar สวมบทเป็นผู้ชายที่ตกหลุมพรางเสียเอง เขาหลงรักจนสติแตก และท่อนของเขาก็ค่อยๆ ไต่ระดับความบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นภาพของคนที่เสียการควบคุมเพราะความหึงหวงและความหลง

สิ่งที่ทำให้เพลงนี้ทรงพลังคือการที่ทั้งสองไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่วาดภาพวงจรของการหลอกลวงที่ทุกคนต่างเป็นทั้งผู้ล่าและเหยื่อในเวลาเดียวกัน "Mona Lisa" ในที่นี้จึงไม่ใช่ผู้หญิงคนเดียว แต่เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งสวยงามที่อันตราย สิ่งที่เราอยากครอบครองแต่กลับทำลายเราได้

บริบททางวัฒนธรรมและมรดกของเพลง

เมื่ออัลบั้มออกวางจำหน่าย เพลง "Mona Lisa" กลายเป็นหนึ่งในแทร็กที่นักวิจารณ์ยกให้เป็นไฮไลต์ทันที หลายคนชื่นชมการแสดงของ Kendrick Lamar ว่าเป็นการโชว์พลังการเล่าเรื่องแบบเปลี่ยนน้ำเสียงและตัวละครกลางเพลงได้อย่างน่าขนลุก บ้างเปรียบว่าเป็นการปะทะกันของสองยุคฮิปฮอป คือ Lil Wayne ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แร็ปเปอร์รุ่นใหม่ กับ Kendrick ที่เติบโตมาโดยได้อิทธิพลจากเขา

การเล่าเรื่องผู้หญิงเป็นเหยื่อล่อในวงการอาชญากรรมไม่ใช่ธีมใหม่ในฮิปฮอป แต่การที่สองศิลปินระดับนี้มาตีความร่วมกันทำให้มันกลายเป็นบทเรียนของการแต่งเพลงเชิงเล่าเรื่องที่คนรุ่นหลังยังหยิบมาศึกษา

ทำไมยังกินใจคนฟังจนถึงวันนี้

เพราะแก่นของเพลงพูดถึงบางอย่างที่เป็นสากล นั่นคือความหลงใหลที่พาเราไปสู่หายนะ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความอยากได้ หรือการยอมเชื่อในสิ่งที่ดูดีเกินจริง ทุกคนต่างเคยเจอ "Mona Lisa" ในเวอร์ชันของตัวเอง สิ่งที่ยิ้มให้เราแต่ซ่อนกับดักไว้ข้างหลัง เพลงนี้จึงไม่ได้เก่าไปตามกาลเวลา เพราะมันสะท้อนธรรมชาติของมนุษย์ที่มักถูกความงามล่อลวงเสมอ


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียงเพลง

📚 ตามติดเรื่องราว

🌍 เยือนสถานที่จริง

🎸 สัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามต่อ
Tags
10s