SONGFABLE · 1966

Mas Que Nada

SÉRGIO MENDES · 1966

Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

Mas Que Nada - Sérgio Mendes (1966)

TL;DR: เพลงที่ฟังดูเป็นเพลงรักหวานๆ จริงๆ แล้วไม่ใช่เพลงรักเลย มันคือเสียงตะโกนของหนุ่มสาวบราซิลที่บอกว่า "หลีกไปสิ ขอผ่านหน่อย ฉันจะเต้นซัมบ้า" และคำว่า Mas Que Nada เองก็แปลแบบติดปากได้ว่า "เอาน่า ไม่เอาน่า อย่ามาขวาง"

เพลงที่คนทั้งโลกร้องตามได้ ทั้งที่ไม่มีใครเข้าใจ

ลองนึกภาพ คุณได้ยินทำนองนี้ในโฆษณา ในห้างสรรพสินค้า ในหนังฮอลลีวูด หรือแม้แต่เวอร์ชันที่ Black Eyed Peas เอามาทำใหม่ ทุกคนพยักหน้าตามจังหวะ ฮัมเสียง "โอ-อา-ริ-อา" กันได้หมด แต่แทบไม่มีใครรู้ว่ากำลังร้องอะไรอยู่ ความจริงที่น่าทึ่งคือ คำเปิดเพลงนั้นไม่ใช่ภาษาโปรตุเกสด้วยซ้ำ มันเป็นคำในภาษาโยรูบา (Yoruba) ที่ติดมากับวัฒนธรรมแอฟริกันในบราซิล เป็นเสียงเรียกร้องให้ลุกขึ้นเต้น เพลงนี้จึงไม่ได้พูดเรื่องความรัก แต่พูดเรื่องการมีชีวิตอยู่ การปลดปล่อย และการไม่ยอมให้ใครมาขัดจังหวะความสุขของเรา

จากริโอถึงเวทีโลก เรื่องของชายผู้ส่งออกซัมบ้า

เพลง Mas Que Nada เขียนโดย Jorge Ben (ภายหลังใช้ชื่อ Jorge Ben Jor) นักดนตรีบราซิลที่ออกบันทึกเสียงเวอร์ชันแรกตั้งแต่ปี 1963 แต่คนที่ทำให้มันกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกคือ Sérgio Mendes นักเปียโนหนุ่มจากเมืองนีเตรอย ใกล้ริโอเดจาเนโร ว่ากันว่า Mendes ย้ายไปอยู่สหรัฐฯ ในช่วงที่อเมริกากำลังคลั่งไคล้บอสซาโนวา (bossa nova) พอดี เขาตั้งวง Brasil '66 ขึ้นมา แล้วหยิบเพลงนี้มาเรียบเรียงใหม่ในปี 1966 ผสมเสียงเปียโนแจ๊ส เสียงประสานหญิงสองคน และจังหวะซัมบ้าที่เร่งร้อนกว่าเดิม ผลคือเพลงภาษาโปรตุเกสที่ขึ้นชาร์ตในอเมริกาได้ ทั้งที่คนอเมริกันฟังไม่ออกสักคำ

สำหรับคนไทย มีจุดเชื่อมที่น่าสนใจ จังหวะบอสซาโนวาและซัมบ้าแบบนี้แทรกเข้ามาในเพลงไทยยุคหนึ่งอย่างเงียบๆ วงดนตรีลูกกรุงและเพลงสตริงไทยช่วงหลังหยิบกลิ่นอายละตินอเมริกามาใช้ไม่น้อย ใครที่เคยฟังเพลงคาเฟ่ชิลล์ๆ ตามร้านกาแฟในกรุงเทพฯ จะรู้สึกคุ้นทันที เพราะ Mas Que Nada กลายเป็นหนึ่งในเพลง "บรรยากาศ" ที่ร้านนับไม่ถ้วนทั่วโลกเปิดวนซ้ำ

ถอดความหมาย เสียงตะโกนกลางถนนคาร์นิวัล

เนื้อเพลงไม่ได้ซับซ้อน แต่เปี่ยมพลัง ผู้ร้องกำลังบอกให้คนรอบข้างหลีกทางให้ เพราะเขากำลังจะผ่านไปพร้อมกับซัมบ้าของเขา มันคือภาพของคนคนหนึ่งที่ถูกดนตรีเข้าสิง เดินฝ่าฝูงชนในงานคาร์นิวัลด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม คำว่า Mas Que Nada ในภาษาโปรตุเกสแบบบราซิลเป็นคำอุทานติดปาก แปลคร่าวๆ ได้ว่า "เอาน่า อย่าพูดอย่างนั้นสิ" หรือ "ไม่เอาน่า อย่ามากวน" เป็นน้ำเสียงของคนที่ปัดข้ออ้างทิ้งไป แล้วบอกว่าไม่มีอะไรมาหยุดความสนุกนี้ได้

แก่นของเพลงจึงเป็นการประกาศอิสรภาพเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การปฏิวัติยิ่งใหญ่ แต่เป็นความดื้อรั้นที่จะมีความสุข เป็นการบอกโลกว่า ในวันที่หนักหนา ขอแค่ได้เต้น ได้ปล่อยตัวไปกับจังหวะ ทุกอย่างก็พอทนได้ เสียงเปิดเพลงที่ฟังเหมือนการสวดหรือเรียกขานนั้น ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือพิธีกรรมของความเบิกบาน ไม่ใช่บทกวีรัก

บริบทวัฒนธรรม เพลงที่กลายเป็นทูตของบราซิล

หลังจาก Sérgio Mendes ทำเวอร์ชันนี้ออกมา Mas Que Nada ก็แทบกลายเป็นเพลงชาติแบบไม่เป็นทางการของดนตรีบราซิลในสายตาชาวโลก มันถูกนำไปใช้ในงานสำคัญมากมาย ว่ากันว่ารวมถึงพิธีและการเฉลิมฉลองที่เกี่ยวกับบราซิลในเวทีนานาชาติ เพลงนี้พิสูจน์ว่าภาษาไม่ใช่กำแพง เพราะอารมณ์ของดนตรีสื่อสารตรงถึงร่างกายก่อนจะถึงสมอง คนที่ฟังไม่รู้เรื่องก็ยังขยับเท้าตามได้

ในปี 2006 Sérgio Mendes กลับมาทำเพลงนี้อีกครั้งร่วมกับ Black Eyed Peas ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยรู้จักต้นฉบับได้สัมผัสมันในรูปแบบฮิปฮอป เป็นการส่งไม้ต่อข้ามรุ่นที่หาได้ยาก เพลงเดียวกันที่อยู่ได้ทั้งในยุคบอสซาโนวาและยุคดิจิทัล

ทำไมยังโดนใจคนยุคนี้

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเครียดและการแข่งขัน ข้อความของ Mas Que Nada กลับยิ่งทันสมัย มันบอกเราว่าบางครั้งคำตอบของชีวิตไม่ใช่การทำงานหนักขึ้น แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองได้สนุก ได้หลีกทางให้ความสุขผ่านเข้ามาบ้าง ทำนองที่อบอุ่นและจังหวะที่ชวนขยับยังคงทำงานกับร่างกายเราเหมือนวันแรก ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี นี่คือเหตุผลที่มันยังถูกเปิดในร้านกาแฟ ในเพลย์ลิสต์ชิลล์ และในใจของคนที่อยากได้ยินเสียงของบราซิลที่ยิ้มแย้มอยู่เสมอ


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรี

📚 ติดตามเรื่องราว

🌍 ไปเยือนสถานที่จริง

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามเพิ่มเติม:

Tags
60s