Bitter Sweet Symphony
We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.
ความจริงที่เจ็บกว่าเนื้อเพลง
ลองนึกภาพว่าคุณแต่งเพลงที่กลายเป็นเพลงประจำยุค ดังไปทั่วโลก เปิดในหนัง ในโฆษณา ในงานแต่งงาน แต่แทบไม่ได้เงินสักบาท เพราะตอนทำเพลงคุณไปหยิบเสียงเครื่องสายท่อนสั้น ๆ มาจากเพลงเก่าโดยขออนุญาตไว้ แล้วฝ่ายเจ้าของลิขสิทธิ์อ้างว่าคุณ "ใช้เกินกว่าที่ตกลง" จนต้องยกเครดิตการแต่งเพลงและค่าลิขสิทธิ์เกือบทั้งหมดให้คนอื่น นั่นคือชะตากรรมจริงของ "Bitter Sweet Symphony" เพลงที่ชื่อมันกลายเป็นคำพยากรณ์ของตัวเอง ทั้งหวานทั้งขมในคราวเดียว
เบื้องหลังวงและยุคสมัย
The Verve เป็นวงร็อกจากเมือง Wigan ทางตอนเหนือของอังกฤษ นำโดยนักร้องนำ Richard Ashcroft ผู้มีบุคลิกเหมือนนักบวชเร่ร่อนที่หลงทางมาอยู่ในวงการเพลง พวกเขาโตมาในยุค Britpop ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ยุคที่อังกฤษกำลังคึกคักด้วย Oasis และ Blur เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Urban Hymns ปี 1997 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มขายดีที่สุดของอังกฤษตลอดกาล
จุดที่กลายเป็นตำนานคือเสียงเครื่องสายไหลเนิบ ๆ ที่วนซ้ำตลอดเพลง ว่ากันว่านำมาจากเวอร์ชันออร์เคสตราของเพลง "The Last Time" ของ The Rolling Stones ปัญหาลิขสิทธิ์ทำให้เครดิตการแต่งเพลงถูกยกให้ Mick Jagger กับ Keith Richards และวงต้องสละค่าลิขสิทธิ์เกือบทั้งหมด กว่าจะได้เครดิตคืนก็ปี 2019 หลังจากผ่านไปกว่าสองทศวรรษ
สำหรับคนไทยที่โตมากับยุค MTV และคลื่นวิทยุเพลงสากลช่วงปลาย 90s เสียงไวโอลินเปิดเพลงนี้น่าจะปลุกความทรงจำได้ทันที มันเคยลอยอยู่ตามร้านกาแฟ ผับ และมิวสิกวิดีโอที่เปิดวนในทีวีไทยยุคนั้นบ่อยจนติดหู แม้หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าชื่อเพลงคืออะไร
ถอดความหมายของเนื้อเพลง
แก่นของเพลงคือความรู้สึกของคนที่มองชีวิตตัวเองแล้วเห็นว่ามันเป็น "ซิมโฟนีที่ทั้งหวานทั้งขม" Ashcroft เล่าถึงการเป็นทาสของเงิน การต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ การถูกกดดันให้เปลี่ยนตัวเองไปตามที่สังคมต้องการ จนรู้สึกว่าตัวตนแท้จริงค่อย ๆ ถูกกลืนหาย
เขาพูดถึงความตึงเครียดระหว่างการอยากเป็นอิสระกับความจริงที่ว่าเราต่างติดอยู่ในวงล้อเดิม ๆ ทุกวัน มีบางช่วงที่เสียงร้องดูสิ้นหวัง แต่ก็มีจังหวะที่เหมือนพยายามปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อยก็ยังมีดนตรียังมีความรู้สึก เป็นการยอมรับชีวิตทั้งด้านดีและด้านร้ายโดยไม่หลอกตัวเอง ความขมหวานจึงไม่ใช่แค่ชื่อเพลง แต่เป็นวิธีมองโลกแบบโตเต็มวัยที่รู้ว่าความสุขกับความทุกข์มักมาคู่กันเสมอ
บริบททางวัฒนธรรมและมรดกที่ทิ้งไว้
มิวสิกวิดีโอของเพลงนี้กลายเป็นไอคอน ภาพ Ashcroft เดินดุ่ม ๆ ไปตามถนนในลอนดอน ชนคนเดินถนนโดยไม่หลบเลย สีหน้าเย็นชาเหมือนคนที่ปลีกตัวออกจากกฎเกณฑ์ของสังคม ภาพนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบบ และถูกล้อเลียนอ้างอิงในวัฒนธรรมป็อปนับไม่ถ้วน
เรื่องลิขสิทธิ์เองก็กลายเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกในวงการเพลง เรื่องการ sampling และความเป็นธรรมต่อศิลปิน เมื่อ Jagger และ Richards คืนเครดิตให้ Ashcroft ในปี 2019 เขาเรียกมันว่าเป็นบทสรุปที่สวยงามของเรื่องราวอันยาวนาน
ทำไมยังกินใจคนยุคนี้
เกือบสามสิบปีผ่านไป ความรู้สึกในเพลงนี้กลับยิ่งตรงกับชีวิตคนยุคนี้มากขึ้น คนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าต้องวิ่งตามค่าครองชีพ ต้องทำงานที่ไม่ได้รัก ต้องแสดงตัวตนในโซเชียลให้ดูดีกว่าความจริง ล้วนสัมผัสได้ถึงความขมหวานแบบเดียวกัน เพลงนี้ไม่ได้บอกให้เราหนีจากระบบ แต่บอกว่าเราสามารถยอมรับความจริงอันขมขื่นและยังหาความงามในนั้นได้ ซึ่งเป็นข้อความที่ไม่มีวันหมดอายุ
วิธีดำดิ่งลึกขึ้น
🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียงเพลง
อัลบั้ม Urban Hymns คือประตูที่ดีที่สุดในการเข้าใจ The Verve ทั้งวง ไม่ใช่แค่เพลงฮิตเพลงเดียว ลองฟังทั้งอัลบั้มแล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นเสาหลักของยุค Britpop
📚 ตามรอยเรื่องราว
เรื่องลิขสิทธิ์ของเพลงนี้คือหนึ่งในดราม่าวงการเพลงที่น่าศึกษาที่สุด หนังสือเกี่ยวกับ Britpop และ The Rolling Stones จะช่วยให้คุณเห็นภาพใหญ่ว่าทำไมเสียงเครื่องสายท่อนเดียวถึงเปลี่ยนชะตาชีวิตทั้งวงได้
🌍 เยือนสถานที่จริง
มิวสิกวิดีโอถ่ายบนถนนในลอนดอน เมืองที่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมร็อกอังกฤษ ลองวางแผนเดินสำรวจย่านดนตรีของลอนดอน แล้วลองเดินดุ่ม ๆ บนทางเท้าแบบ Ashcroft ดูสักครั้ง
🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง
เสน่ห์ของเพลงนี้อยู่ที่เสียงเครื่องสายที่วนซ้ำ ลองหยิบกีตาร์หรือเครื่องดนตรีมาเล่นตามคอร์ดง่าย ๆ ดู แล้วคุณจะรู้สึกถึงพลังของการวนลูปที่สะกดคนทั้งโลกมาแล้ว
-
ทำไม The Verve ถึงเสียค่าลิขสิทธิ์ให้ The Rolling Stones นานขนาดนั้น?
เพราะเพลงนี้นำเสียงเครื่องสายจากเวอร์ชันออร์เคสตราของ "The Last Time" ของ The Rolling Stones มาใช้ และฝ่ายเจ้าของลิขสิทธิ์อ้างว่าวงใช้เกินกว่าที่ตกลงกันไว้ จนเครดิตการแต่งเพลงและค่าลิขสิทธิ์เกือบทั้งหมดถูกยกให้ Mick Jagger กับ Keith Richards ว่ากันว่ากว่า Ashcroft จะได้เครดิตคืนก็ปี 2019 หลังจากผ่านไปกว่าสองทศวรรษ -
อัลบั้ม Urban Hymns มีเพลงเด่นเพลงไหนอีกบ้าง?
Urban Hymns ปี 1997 เป็นหนึ่งในอัลบั้มขายดีที่สุดของอังกฤษตลอดกาล และไม่ได้มีดีแค่เพลงเดียว นอกจาก "Bitter Sweet Symphony" ก็ยังมีเพลงดังอย่าง "The Drugs Don't Work" และ "Lucky Man" ที่ได้รับการยกย่องเช่นกัน การฟังทั้งอัลบั้มจึงเป็นประตูที่ดีที่สุดในการเข้าใจตัวตนของ The Verve ทั้งวง ไม่ใช่แค่เพลงฮิตเพลงเดียว -
ยุค Britpop คืออะไร และมีวงดังวงไหนบ้าง?
Britpop เป็นกระแสเพลงร็อกของอังกฤษช่วงกลางทศวรรษ 1990 ที่กลับมาเชิดชูความเป็นอังกฤษและกลิ่นอายเพลงป็อปร็อกคลาสสิก วงที่มักถูกพูดถึงมากที่สุดในยุคนี้คือ Oasis และ Blur ซึ่งเคยเป็นคู่แข่งที่ถูกสื่อจับมาประชันกัน ส่วน The Verve ก็เติบโตมาในยุคเดียวกันนี้และกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของยุคด้วยอัลบั้ม Urban Hymns