Starman
We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.
Starman - David Bowie (1972)
เพลงป็อปสามนาทีที่ส่งสัญญาณวิทยุไปยังเด็กเหงาทั่วโลก โดยบอกว่ามีบางคน — หรือบางสิ่ง — กำลังเฝ้ามองอยู่บนท้องฟ้า และเขารักพวกเขาแม้พวกเขาจะยังไม่รู้จักตัวเอง "Starman" คือจุดที่ David Bowie หยุดเป็นนักร้องโฟล์กผมยาวที่ไม่มีใครจำได้ แล้วแปลงร่างเป็น Ziggy Stardust ผู้แต่งแต้มสีให้กับเพศสภาพ ความแปลกแยก และอนาคต ของวัฒนธรรมป็อปไปตลอดกาล
Hook
วันที่ 6 กรกฎาคม 1972 บนรายการ Top of the Pops ของ BBC ผู้ชมโทรทัศน์อังกฤษหลายล้านคนเห็นชายผอมคนหนึ่งในชุดจัมป์สูทสีรุ้ง ผมส้มฟูเป็นเปลวเพลิง โอบแขนรอบไหล่ของ Mick Ronson มือกีตาร์อย่างเปิดเผย แล้วชี้นิ้วผ่านเลนส์กล้องตรงเข้ามาในห้องนั่งเล่นทุกห้องในเกาะอังกฤษ ราวกับว่าเขากำลังเลือกแต่ละคนทีละคน
นั่นคือช่วงเวลาที่นักดนตรีรุ่นใหม่หลายต่อหลายรุ่น — จาก Robert Smith แห่ง The Cure, Morrissey, Marc Almond, Boy George ไปจนถึง Ian Curtis แห่ง Joy Division — ระบุไว้ในบันทึกความทรงจำในเวลาต่อมาว่าเป็น "การเกิดใหม่ส่วนตัว" การแสดงสดสามนาทีกว่าๆ ของเพลงป็อปง่ายๆ ที่มีการกระโดดข้ามคู่เสียงเหมือนเพลง "Over the Rainbow" ของ Judy Garland ได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่ปลดล็อกประตูบางบานในหัวของเด็กที่รู้สึกแปลกแยกทั่วประเทศ ในยุคที่อังกฤษหลังสงครามยังคงเทาๆ เคร่งครัด และผู้ชายไม่ควรแตะตัวผู้ชายคนอื่นในที่สาธารณะ Bowie ทำให้ความแปลกแยกกลายเป็นเรื่องเซ็กซี่ เป็นเรื่องของจักรวาล เป็นเรื่องของอนาคต
"Starman" จึงไม่ใช่แค่ซิงเกิลที่ทะยานขึ้นชาร์ตอันดับ 10 ของอังกฤษและพา The Rise and Fall of Ziggy Stardust and the Spiders from Mars ขึ้นเป็นตำนาน แต่มันคือกระสุนปืนพกที่ยิงเข้าใส่หัวใจของวัฒนธรรมหลักของอังกฤษ และนับจากวันนั้น โลกของเพลงร็อกก็ไม่มีทางย้อนกลับไปเป็นโลกที่ผู้ชายร็อกต้องเป็นชายแมนๆ ในกางเกงยีนส์เปื้อนเหงื่ออีกแล้ว
Background
เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไม "Starman" ถึงระเบิดในวินาทีที่มันออกอากาศ ต้องย้อนกลับไปดูชีวิตของ David Robert Jones ก่อนหน้านั้น ตอนต้นปี 1972 Bowie อายุ 25 ปี ผ่านอาชีพดนตรีที่ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วเกือบ 10 ปี เขาเปลี่ยนชื่อจาก Davy Jones เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนกับสมาชิก The Monkees เคยมีซิงเกิลฮิตหนึ่งเพลงคือ "Space Oddity" ในปี 1969 ที่จับกระแสการลงจอดบนดวงจันทร์ของ Apollo 11 แต่หลังจากนั้นเขาก็ตกชั้นกลับไปเป็นนักดนตรีที่ผู้คนเรียกว่า "one-hit wonder" อัลบั้ม The Man Who Sold the World (1970) และ Hunky Dory (1971) ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ แต่ขายไม่ออก
ในช่วงเวลานั้น Bowie กับ Angie ภรรยาคนแรก และทีมงานเล็กๆ รวมถึง Tony Defries ผู้จัดการ และโปรดิวเซอร์ Ken Scott กำลังนั่งอยู่ในบ้านที่ Haddon Hall ในเมือง Beckenham นอกลอนดอน คิดหาวิธีปลดล็อกตัวเองออกจากภาพลักษณ์ของฮิปปี้โฟล์กที่ไปไหนไม่ได้ Bowie ดูดซับทุกอย่างรอบตัว — Andy Warhol, Velvet Underground, Iggy Pop, Lou Reed, นิยายไซไฟของ Robert Heinlein, ละครคาบุกิญี่ปุ่น, ภาพยนตร์เรื่อง A Clockwork Orange ของ Stanley Kubrick ที่เพิ่งเข้าฉาย และข่าวลือว่าโลกอาจกำลังจะสิ้นสุดในห้าปีจากภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมและสงครามนิวเคลียร์ (ความหวาดกลัวที่กระจายอยู่ทั่วในยุค Cold War ต้นทศวรรษ 1970)
จากการผสมส่วนผสมทั้งหมดนี้ เขาคิดค้นตัวละครชื่อ Ziggy Stardust — นักร้องร็อกต่างดาวที่ลงมาเยือนโลกในช่วงห้าปีสุดท้ายของมนุษยชาติเพื่อส่งสารแห่งความหวัง ก่อนจะถูกแฟนๆ ของตัวเองฉีกเป็นชิ้นๆ ในตอนจบของอัลบั้ม
"Starman" ไม่ได้อยู่ในแผนเดิม Bowie บันทึกอัลบั้มเสร็จแล้ว แต่ Dennis Katz ผู้บริหารของค่าย RCA ฟังเทปแล้วบอกว่า "เพลงนี้ดีมาก แต่มันยังขาด ซิงเกิล" Bowie จึงกลับเข้าสตูดิโอ Trident ในย่าน Soho ของลอนดอนกับ Mick Ronson เพื่อเขียนเพลงใหม่ขึ้นมาภายในเวลาไม่กี่วัน ผลลัพธ์คือเพลงที่เขายืม chord progression มาจาก "Over the Rainbow" อย่างเปิดเผย ผสมกับท่อนแยกที่ Mick Ronson เล่นเรียบเรียงด้วยเครื่องสายไพเราะราวกับเพลงประกอบภาพยนตร์ของ Walt Disney และเสียง Morse code อิเล็กทรอนิกส์ตอนต้น
เพลงนี้กลายเป็นซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม ออกวันที่ 28 เมษายน 1972 ก่อนตัวอัลบั้มเพียงหนึ่งเดือนเศษ ขึ้นชาร์ตอันดับ 10 ของอังกฤษ — ความสำเร็จแรกในรอบสามปีของ Bowie และเปิดทางให้กับการแสดงที่ Top of the Pops ที่จะเปลี่ยนทุกอย่าง
Real meaning
ในระดับผิวเผิน "Starman" เป็นเพลงไซไฟง่ายๆ เกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นที่ฟังวิทยุแล้วได้ยินเสียงของชายต่างดาวคนหนึ่ง — "Starman" — ที่กำลังเฝ้ามองพวกเขาจากท้องฟ้า ชายต่างดาวคนนั้นบอกพวกเขาว่าอย่ากลัว และให้บอกต่อให้เด็กๆ คนอื่นรู้
แต่ถ้าฟังลึกลงไป — ซึ่ง Bowie เองยอมรับในการสัมภาษณ์หลายครั้งตลอดทศวรรษต่อมา — "Starman" คือเพลงเกี่ยวกับการค้นพบตัวตน เกี่ยวกับการได้รับสารจากที่ใดที่หนึ่ง (จะเป็นจากอนาคต จากดวงดาว จากศิลปะ หรือจากตัวเองในอีกมิติหนึ่งก็ได้) ที่บอกว่า "เธอไม่ได้เป็นบ้า เธอไม่ได้ผิดปกติ มีคนเหมือนเธอ และเรากำลังจะมา"
ในยุคที่การเป็นเกย์ในอังกฤษเพิ่งจะถูกยกเลิกเป็นความผิดทางอาญาเมื่อปี 1967 (และยังคงเป็นความผิดในสกอตแลนด์จนถึงปี 1980) ในยุคที่เด็กชนชั้นแรงงานในเมืองเล็กๆ ของอังกฤษไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีหนทางจะรู้ว่ามีคนอื่นบนโลกที่รู้สึกเหมือนตัวเอง การมีเพลงที่บอกผ่านวิทยุ — สื่อกลางหลักของวัฒนธรรมเยาวชนในขณะนั้น — ว่ามีใครบางคนกำลังเฝ้ามองอยู่ และคนๆ นั้นจะมา ไม่ใช่ในฐานะผู้พิพากษา แต่ในฐานะผู้ปลดปล่อย คือสารที่มีพลังเปลี่ยนชีวิตได้จริง
นักวิจารณ์เพลงและนักวิชาการวัฒนธรรมศึกษาในเวลาต่อมา รวมถึง Simon Reynolds และ Dylan Jones ชี้ว่า Bowie กำลังเล่นเกมที่ซับซ้อนมาก เขาผสม persona ของ messianic prophet (ผู้ส่งสารจากสวรรค์), alien outsider (คนนอกที่มาจากต่างดาว) และ rock star ที่เปิดเผยความ androgynous (ลักษณะกึ่งหญิงกึ่งชาย) ไว้ในตัวคนเดียว Ziggy Stardust ไม่ใช่ผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง ไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ เขาเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในวัฒนธรรมป็อปกระแสหลัก และสารของเขาก็ใหม่เช่นกัน — ไม่ใช่ "จงต่อสู้กับระบบ" แบบฮิปปี้ในยุค 60s แต่เป็น "จงสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ จงเป็นใครที่อยากเป็น เพราะตัวตนเป็นสิ่งที่เลือกได้"
แนวคิดนี้ — ที่นักทฤษฎีในเวลาต่อมาเรียกว่า "performative identity" หรือตัวตนเชิงการแสดง ตามงานของ Judith Butler — ถูกซ่อนอยู่ในเพลงป็อปที่เด็กๆ ฮัมตามได้ Bowie ทำให้ปรัชญาที่ยากกลายเป็นเรื่องสนุก เปลี่ยนการเป็นคนแปลกให้กลายเป็นพรพิเศษ และเปลี่ยน outsider ให้กลายเป็น insider ของกลุ่มลับที่กว้างใหญ่กว่าที่คิด
มีรายละเอียดเล็กๆ ในเพลงที่นักวิจารณ์ชอบหยิบมาวิเคราะห์ — การที่ Bowie เลือกใช้ chord progression จาก "Over the Rainbow" (เพลงประจำตัวของ Judy Garland ผู้เป็นไอคอนเกย์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950) คือการส่งสัญญาณลับให้กับ community ที่รู้กัน เสียง "ลา ลา ลา" ในท่อนแยกที่เลียนแบบเสียงร้องเพลงในรายการเด็ก คือการพา persona ของผู้ฟังกลับไปสู่ความบริสุทธิ์ของเด็ก ก่อนที่สังคมจะสอนให้พวกเขารู้สึกอับอายกับตัวเอง และการที่ Bowie เลือกเล่าเรื่องจากมุมมองของเด็กที่ฟังวิทยุในห้องนอน — ไม่ใช่จากมุมมองของ Starman เอง — ทำให้ผู้ฟังกลายเป็นตัวเอกของเรื่อง และ Starman คือ Bowie เอง ที่กำลังพูดผ่านลำโพงตรงเข้าหูพวกเขา
Cultural context สำหรับผู้ฟังไทย
สำหรับผู้ฟังในประเทศไทย บริบทของ "Starman" และยุค Ziggy Stardust อาจรู้สึกห่างไกล — เพลงนี้ออกในปี 1972 ในประเทศที่เพิ่งจะหลุดออกจากภาวะเศรษฐกิจหลังสงครามได้ไม่นาน และในขณะที่ Bowie กำลังจุดประกายปฏิวัติทางวัฒนธรรมในลอนดอน ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้รัฐบาลทหารและกระแสเพลงลูกทุ่งของ สุรพล สมบัติเจริญ และเพลงไทยสากลของ สุเทพ วงศ์กำแหง ครองคลื่นวิทยุ
แต่อิทธิพลของ Bowie ค่อยๆ ซึมเข้ามาในวัฒนธรรมเพลงไทยผ่านหลายช่องทาง วงเพลงเพื่อชีวิตอย่าง คาราบาว (Carabao) แม้จะดูเหมือนอยู่คนละจักรวาลกับ Ziggy Stardust แต่ยืมแนวคิดของเพลงร็อกในฐานะเครื่องมือส่งสารทางสังคมและการเมือง — ความคิดที่ Bowie ช่วยทำให้เป็นกระแสหลักในยุคที่ "Starman" ออก แอ๊ด คาราบาว เคยพูดถึงในการสัมภาษณ์ว่าเพลงร็อกตะวันตกในยุค 70s สอนเขาว่าศิลปินสามารถพูดเรื่องที่ใหญ่กว่าตัวเองได้
ขยับมาในยุค 90s วง Modern Dog ภายใต้การนำของ ป๊อด ธนชัย อุชชิน นำเอาทัศนะของ art rock แบบที่ Bowie บุกเบิก — การที่นักดนตรีไม่ต้องเป็นแค่ entertainer แต่สามารถเป็น performer ที่มี persona เป็นของตัวเอง — เข้ามาในวงการเพลงไทย เพลงอย่าง "บุษบา" หรือ "ก่อน" มีกลิ่นอายของความเป็น art rock ที่อาจไม่มีอยู่ในเพลงไทยกระแสหลักถ้าไม่มี Bowie เปิดประตูไว้
วง Bodyslam ของ ตูน บอดี้สแลม ที่ขึ้นมาเป็นวงร็อกเบอร์ใหญ่ที่สุดของไทยในยุค 2000s ก็เป็นตัวอย่างของการที่ stadium rock — รูปแบบการแสดงที่ Bowie กับวง Spiders from Mars ช่วยสร้างมาตรฐานไว้ — กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในประเทศไทย แม้จะเป็นเสียงและภาพที่แตกต่างกัน แต่แนวคิดของการที่นักร้องนำเป็นมากกว่ามนุษย์ — เป็นไอคอน เป็นสัญลักษณ์ของรุ่น — เป็นมรดกที่ Ziggy Stardust ส่งต่อมา
สำหรับใครก็ตามในกรุงเทพฯ ที่อยากสัมผัสจิตวิญญาณของ Bowie โดยตรง สถานที่อย่าง Saxophone Pub บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ — แลนด์มาร์กของวงการเพลงสดในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 — เป็นสถานที่ที่วงคัฟเวอร์ Bowie จะเล่นเป็นระยะ และเป็นที่ที่นักดนตรีรุ่นใหม่ๆ มาฝึกฝีมือบนเวทีเล็กๆ ในแบบที่ Bowie ก็เคยทำในผับลอนดอนก่อนจะระเบิดสู่ความเป็นซูเปอร์สตาร์
นอกจากนั้น วัฒนธรรม drag และ ladyboy ที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย — ไม่ว่าจะที่ Tiffany's Show ในพัทยา หรือ Mambo Cabaret กรุงเทพฯ — ก็อาจเรียกได้ว่ามีจุดร่วมเชิงปรัชญากับสิ่งที่ Bowie ทำในปี 1972 นั่นคือการที่ตัวตนทางเพศไม่ใช่สิ่งที่เกิดมาแล้วล็อกตายตัว แต่เป็นสิ่งที่สามารถปั้น เปลี่ยน และแสดงออกได้ผ่านศิลปะ ความแตกต่างคือในประเทศไทย กระแสนี้มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมและพุทธศาสนาที่ลึกซึ้งกว่าและเก่าแก่กว่ามาก ขณะที่ในอังกฤษปี 1972 มันคือการปฏิวัติที่ใหม่เอี่ยมและรุนแรง
Why it resonates today
ผ่านมาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษนับจากที่ Bowie ชี้นิ้วผ่านกล้องของ BBC แต่ "Starman" ยังคงดังก้องในยุคของเรา และบางทีอาจจะดังกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
ในยุคของ TikTok, Instagram และ K-pop ที่ตัวตนทางออนไลน์ของแต่ละคนถูกออกแบบและจัดวางอย่างพิถีพิถัน — เลือก persona, เลือกฟิลเตอร์, เลือกแอสเทติก — เรากำลังใช้ชีวิตในโลกที่ Bowie ทำนายไว้ตั้งแต่ปี 1972 ความคิดว่า "ตัวตนคือสิ่งที่สร้างขึ้น" ไม่ได้เป็นความคิดเชิงปรัชญาที่แปลกประหลาดอีกต่อไป แต่กลายเป็นวิธีที่ทุกคน Gen Z ใช้ชีวิตในแต่ละวัน ศิลปินอย่าง Lady Gaga, Lil Nas X, FKA twigs, Bad Bunny ไปจนถึง 4EVE และ ATLAS ของไทย ล้วนเดินตามแม่แบบที่ Ziggy Stardust วางไว้ — การที่นักร้องไม่ใช่แค่ตัวเองที่ขึ้นเวที แต่เป็นตัวละครที่สวมใส่ พลิกแพลง และเปลี่ยนได้ตามต้องการ
ในระดับที่ลึกกว่านั้น สารหลักของ "Starman" — มีคนอื่นเหมือนเธอ เธอไม่ได้อยู่คนเดียว เราทุกคนกำลังเฝ้ามองกันและกัน — เป็นสารที่ยุค pandemic, ยุค social isolation, ยุคของวิกฤตสุขภาพจิตของวัยรุ่น ต้องการมากที่สุด ในวันที่อัตราการเป็นโรคซึมเศร้าและความเหงาในหมู่คนรุ่นใหม่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ แต่ทั่วโลก เพลงที่บอกว่า "เธอไม่ผิดปกติ มีคนกำลังจะมา" คือเพลงที่ยังจำเป็นต้องร้องอยู่
และในระดับการเมือง ในยุคที่หลายประเทศกำลังถดถอยกลับไปสู่ความอนุรักษ์นิยมเรื่องเพศและตัวตน — รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กฎหมายและทัศนคติเกี่ยวกับ LGBTQ+ ยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างไม่สม่ำเสมอ ประเทศไทยอาจค่อนข้างเปิดกว้างเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่กฎหมายแต่งงานเท่าเทียมเพิ่งจะผ่านเมื่อปี 2024 และยังมีเสียงต่อต้านอยู่ — "Starman" ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจว่าศิลปะป็อปสามารถเป็นเครื่องมือปลดล็อกจินตนาการได้ ก่อนที่กฎหมายและสังคมจะตามทัน เพลงสามนาทีบน Top of the Pops เปลี่ยนชีวิตเด็กนับล้านก่อนที่นักการเมืองคนใดจะคิดถึงเรื่องนี้
David Bowie จากโลกใบนี้ไปเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2016 — สองวันหลังจากปล่อยอัลบั้มสุดท้าย Blackstar ในวันเกิดของตัวเอง แต่ Starman ของเขายังคงเฝ้ามอง และยังคงรอเราอยู่บนท้องฟ้า เพียงเปิดวิทยุ — หรือ Spotify — ก็จะได้ยินสารนั้นอีกครั้ง
วิธีดำดิ่งลึกขึ้น
🎧 ดำดิ่งในเสียงเพลง
The Rise and Fall of Ziggy Stardust and the Spiders from Mars (David Bowie) อัลบั้มต้นกำเนิดของ "Starman" ที่ต้องฟังเรียงตามลำดับเพลงตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อสัมผัสเรื่องราวของนักร้องร็อกต่างดาวที่ลงมาเยือนโลกในห้าปีสุดท้ายของมนุษยชาติ → Search
Hunky Dory (David Bowie) อัลบั้มก่อนหน้า Ziggy ที่มีเพลง "Life on Mars?", "Changes" และ "Oh! You Pretty Things" — บันทึกช่วงที่ Bowie กำลังสร้างตัวตนใหม่และเขียนเพลงที่หล่อหลอมยุค glam rock ทั้งยุค → Search
📚 ตามรอยเรื่องราว
Bowie: A Biography (Marc Spitz) ชีวประวัติฉบับสมบูรณ์ที่เจาะลึกการสร้าง Ziggy Stardust ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงการ "ฆ่า" persona บนเวที Hammersmith Odeon ปี 1973 → Search
Moonage Daydream (สารคดีภาพยนตร์ โดย Brett Morgen, 2022) สารคดีที่ทำจากฟุตเทจไม่เคยเผยแพร่ของ Bowie กว่า 5 ล้านชิ้น ช่วยให้เห็นวิธีคิดของเขาตั้งแต่ยุค Ziggy ไปจนถึงปลายชีวิต → Search
🌍 ไปเยือนสถานที่เกี่ยวข้อง
Trident Studios, Soho, London สตูดิโอที่ Bowie บันทึก "Starman" และอัลบั้ม Ziggy Stardust ทั้งอัลบั้ม ปัจจุบันยังเปิดทำการ และเป็นสถานที่แสวงบุญสำหรับแฟนเพลงทั่วโลก ตั้งอยู่ที่ St Anne's Court ใจกลางย่าน Soho → Search
Saxophone Pub กรุงเทพฯ แลนด์มาร์กของวงการเพลงสดในกรุงเทพฯ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีวงคัฟเวอร์เพลงร็อกคลาสสิกรวมถึง Bowie แสดงเป็นประจำ บรรยากาศใกล้เคียงกับผับลอนดอนยุคที่ Bowie เริ่มต้น → Search
🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง
กีตาร์อะคูสติก 12 สาย "Starman" เปิดด้วยเสียงกีตาร์อะคูสติกแบบ strumming ที่อบอุ่น การลองเล่นด้วยตัวเองจะช่วยให้เข้าใจว่าทำไม chord progression ของเพลงนี้ถึงรู้สึกเหมือน "Over the Rainbow" → Search
ชุดแต่งหน้าสไตล์ Ziggy Stardust สายฟ้าแดง-น้ำเงินพาดผ่านใบหน้าคือสัญลักษณ์ที่จดจำที่สุดของ Bowie การลองแต่งหน้าเองในวันฮัลโลวีนหรือคอสเพลย์อีเวนต์คือวิธีสัมผัสจิตวิญญาณการแปลงร่างของเขา → Search
🤖 คำถามต่อเนื่องที่น่าคิด:
- ถ้า David Bowie เป็นศิลปินไทยในยุคปัจจุบัน เขาจะเลือกสร้าง persona แบบไหน และจะเล่าเรื่องอะไรในบริบทของวัฒนธรรมไทย?
- ระหว่าง "Space Oddity" (1969) กับ "Starman" (1972) — เพลงไหนสะท้อนความเหงาในยุคโซเชียลมีเดียได้ตรงกว่ากัน และทำไม?
- ถ้าตัวตนเป็นสิ่งที่ "สร้างได้" ตามที่ Bowie เสนอ — แล้วเส้นแบ่งระหว่าง "ตัวตนแท้จริง" กับ "ตัวตนเชิงการแสดง" ยังมีอยู่จริงหรือไม่ในยุคของเรา?