Levitating
We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.
Hook
จังหวะ four-on-the-floor ที่ดังขึ้นในวินาทีแรกของ "Levitating" ไม่ได้เพียงแค่ชวนให้ขยับเท้า มันเป็นการประกาศบางอย่างที่ลึกกว่านั้น ในช่วงต้นปี 2020 ขณะที่ฟลอร์เต้นรำทั่วโลกถูกปิดตายเพราะการระบาดของ COVID-19 Dua Lipa ปล่อยอัลบั้ม "Future Nostalgia" ออกมาก่อนกำหนด พร้อมเพลงที่ทำหน้าที่เหมือนยาน VR ส่งผู้ฟังกลับไปยังคลับใต้ดินที่ไม่เคยปิด ความขัดแย้งระหว่างบริบทของโลกจริงกับเสียงของเพลงนี้คือสิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นปรากฏการณ์ ผู้คนนั่งอยู่บนโซฟา สวมหน้ากากอนามัย แต่หูข้างในกำลังเต้นรำอยู่ในยุค 1979
เสียงเบสที่หนึบหนับ เสียงสตริงสังเคราะห์ที่ขัดเงา และวิธีร้องที่ Dua Lipa เลือกใช้น้ำเสียงเย็นชาแบบ Donna Summer ผสมกับความสนุกแบบ Olivia Newton-John ทั้งหมดนี้สร้างสนามแม่เหล็กดึงดูดที่ทำให้คนต้องกดเล่นซ้ำ มันไม่ใช่เพลงที่พยายามจะลึกซึ้ง แต่ความตื้นเขินอย่างจงใจของมันต่างหากที่กลายเป็นความลึก เพราะในยุคที่ทุกอย่างหนักหนาเกินไป การที่ศิลปินหนึ่งคนกล้าทำเพลงเบาๆ ที่พูดเรื่องการเดินทางสู่ดวงดาวกับคนรัก คือการต่อต้านในรูปแบบของตัวเอง
Background
Dua Lipa Hadi Burra เกิดในลอนดอนปี 1995 จากพ่อแม่ชาวโคโซโวที่ลี้ภัยมาจากสงคราม เธอย้ายกลับไป Pristina ตอนอายุ 11 ก่อนตัดสินใจกลับลอนดอนคนเดียวตอนอายุ 15 เพื่อตามฝันด้านดนตรี ประวัติชีวิตที่ถูกตัดขาดและเชื่อมต่อใหม่นี้สำคัญในการเข้าใจเพลงของเธอ เพราะ "Levitating" คือผลผลิตของศิลปินที่รู้จักความรู้สึกของการ "ลอย" อยู่ระหว่างวัฒนธรรม ระหว่างภาษา ระหว่างความเป็นและความเป็นไปได้
อัลบั้ม "Future Nostalgia" ถูกตั้งใจให้เป็นโปรเจกต์ที่หยิบเสียงจากยุค disco, nu-disco, และ synth-pop ยุค 80s มาขัดเงาใหม่ Dua Lipa ทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์อย่าง Stuart Price (ผู้อยู่เบื้องหลัง Madonna's "Confessions on a Dance Floor"), Koz, และ Stephen Kozmeniuk ส่วน "Levitating" เขียนโดย Dua Lipa, Clarence Coffee Jr., Sarah Hudson และโปรดิวเซอร์ Koz ตัวเพลงตั้งใจเลียนแบบโครงสร้างของ Chic, Earth Wind & Fire และ Cher ยุค "Believe"
สิ่งที่ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเมกะฮิตคือการตัดสินใจปล่อย remix กับ DaBaby ในเดือนตุลาคม 2020 ซึ่งทำให้เพลงไต่ขึ้น Billboard Hot 100 ติดอันดับ Top 10 นานหลายเดือน และในที่สุดกลายเป็นเพลงที่อยู่บน Billboard Hot 100 นานที่สุดของศิลปินหญิงในประวัติศาสตร์ (77 สัปดาห์) สถิตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะเพลงดี แต่เพราะมันเข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ของยุคสมัย TikTok กลายเป็นช่องทางการแพร่กระจายหลัก ผู้คนสร้างท่าเต้นสั้นๆ ที่ทำได้ในห้องนอนของตัวเอง
Real meaning
ผิวเผินเพลงนี้เป็นเรื่องราวความรักที่ใช้คำเปรียบเทียบของจักรวาล—คนสองคนเดินทางสู่ดวงดาวด้วยกัน ความสัมพันธ์ที่ทำให้รู้สึกไร้น้ำหนัก แต่ถ้าฟังให้ลึกลงไป "Levitating" คือบทบรรยายของกลไกการรับมือ (coping mechanism) ผ่านการเต้นรำ Dua Lipa ไม่ได้ร้องเพลงเกี่ยวกับการตกหลุมรัก แต่เกี่ยวกับ "ผลพลอยได้" ของความรัก—การที่ความรู้สึกบางอย่างสามารถยกระดับร่างกายออกจากแรงโน้มถ่วงของชีวิตประจำวัน
นักวิจารณ์อย่าง Anne Helen Petersen เคยเขียนถึงปรากฏการณ์ "burnout" ของคนรุ่น Millennial และ Gen Z ที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง "Levitating" จึงทำงานในระดับวัฒนธรรมในฐานะคำสัญญาว่ามีบางช่วงเวลาที่เราสามารถ "ลอย" ออกจากภาระเหล่านั้น—ไม่ใช่หนีจากมัน แต่ขยับตัวออกจากมันชั่วคราว นี่คือสาเหตุที่เพลงสามารถเข้ากันได้ดีกับยุคโรคระบาด เพราะมันไม่ได้แสร้งว่าโลกไม่มีปัญหา แต่ยืนยันว่าแม้ในโลกที่มีปัญหา การเต้นยังคงเป็นการต่อต้านรูปแบบหนึ่ง
อีกชั้นความหมายที่น่าสนใจคือการใช้ภาพ "ยานอวกาศ" และ "จักรวาล" ในเนื้อเพลง ช่วงปี 2020-2021 เป็นยุคที่บริษัทอย่าง SpaceX และ Blue Origin กำลังจุดประเด็นการเดินทางอวกาศของพลเรือนกลับมาในกระแสหลัก ขณะเดียวกันคนทั่วไปกลับถูกขังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ความเหลื่อมล้ำระหว่าง "เศรษฐีเดินทางสู่ดวงดาว" กับ "ประชาชนทั่วไปไปไหนไม่ได้" สร้างความรู้สึกประหลาด และเพลงของ Dua Lipa เสนอทางเลือกที่สาม: เราทุกคนสามารถเดินทางสู่ดวงดาวได้ผ่านดนตรี ไม่ต้องใช้จรวด
ความหมายในเชิงปรัชญาที่ลึกที่สุดอาจอยู่ที่คำว่า "levitating" เอง ในประวัติศาสตร์ของศาสนาและไสยศาสตร์ การลอยตัว (levitation) คือสัญลักษณ์ของการบรรลุธรรม นักบุญในศาสนาคาทอลิก โยคีในศาสนาฮินดู หรือพระในศาสนาพุทธบางสาย ล้วนมีตำนานเกี่ยวกับการที่ร่างกายลอยขึ้นจากพื้นเมื่อจิตวิญญาณบรรลุระดับสูง Dua Lipa อาจไม่ได้ตั้งใจอ้างอิงสิ่งเหล่านี้โดยตรง แต่ความบังเอิญที่เพลงป็อปยุคโรคระบาดเลือกใช้คำนี้ก็น่าสนใจ มันบอกเป็นนัยว่าการหลุดพ้นในยุคปัจจุบันไม่ได้มาจากการสวดมนต์ แต่มาจากฟลอร์เต้นรำ
Cultural context (บริบทไทย)
ในประเทศไทย "Levitating" เข้ามาในช่วงที่วงการเพลงไทยกำลังประสบกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ค่าย GMM Grammy และ RS ไม่ใช่ผู้กำหนดรสนิยมเหมือนเดิม TikTok กลายเป็นเวทีหลักที่ทำให้เพลงสากลแพร่กระจายในกลุ่ม Gen Z ไทยอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน เพลงนี้ก็มาในช่วงที่ดนตรีไทยกำลังกลับไปขุดเอาเสียงยุคเก่ามาใช้ใหม่ คล้ายกับที่ Dua Lipa ทำกับดิสโก้
ลองมองย้อนกลับไปที่ Carabao (คาราบาว) วงเพลงเพื่อชีวิตที่ก่อตั้งโดยแอ๊ด คาราบาว ในยุค 1980s แม้แนวเพลงจะต่างจาก disco-pop อย่างสิ้นเชิง แต่หน้าที่ทางวัฒนธรรมของ Carabao ในยุคนั้นคล้ายกับสิ่งที่ "Levitating" ทำในยุค 2020—ใช้ดนตรีเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้คนได้ระบายความอัดอั้น Carabao ใช้บทเพลงเล่าเรื่องราวของคนชนชั้นแรงงาน ส่วน Dua Lipa ใช้จังหวะดิสโก้สร้างพื้นที่หลีกหนีจากความเครียดของยุคโรคระบาด ทั้งสองคือดนตรีในฐานะ "ยาแก้ปวด" ทางสังคม
Bodyslam วงร็อกไทยที่ครองหัวใจคนหลายเจเนอเรชั่นด้วยเพลงอย่าง "ความเชื่อ" และ "คนที่ถูกรัก" มีจุดร่วมกับ Dua Lipa ตรงที่เน้นการสร้าง anthemic chorus ที่ให้ความรู้สึก "ยกใจ" คอนเสิร์ตของ Bodyslam ที่ผู้คนหลายหมื่นร้องตามพร้อมกันคือประสบการณ์ของการ "ลอย" ในรูปแบบของคนไทย—ไม่ใช่การลอยทางจินตนาการไปสู่ดวงดาว แต่ลอยผ่านพลังกลุ่มของผู้ฟังที่อยู่ด้วยกัน เมื่อ "Levitating" ถูกนำมาเปิดในผับและคลับในกรุงเทพ ความรู้สึกร่วมแบบเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้น
Modern Dog วงอัลเทอร์เนทีฟไทยรุ่นบุกเบิกที่นำเสียงแบบ Britpop และ indie rock เข้ามาในประเทศตั้งแต่ยุค 1990s คือคู่ขนานที่น่าสนใจกับ Dua Lipa ในแง่ของการเป็น "ผู้แปล" รสนิยมโลกให้กับผู้ฟังในประเทศของตัวเอง Modern Dog ไม่ได้แค่เลียนแบบ Blur หรือ Radiohead แต่หยิบโครงสร้างมาผสมกับความเป็นไทยจนเกิดเสียงใหม่ Dua Lipa ก็ทำสิ่งเดียวกันกับดิสโก้—เธอไม่ได้ทำเพลงย้อนยุค แต่ทำเพลงที่ใช้ภาษาของยุค 70s พูดถึงเรื่องของยุค 2020s
ส่วน Saxophone Pub Bangkok ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คือสถานที่ในตำนานของวงการดนตรีสดในกรุงเทพ เปิดมาตั้งแต่ปี 1987 มีวงดนตรีเล่นทุกคืน จากแจ๊สถึงบลูส์ถึงป็อป สิ่งที่ Saxophone Pub เป็นในเชิงกายภาพ "Levitating" เป็นในเชิงดิจิทัล—พื้นที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อปล่อยตัวเองออกจากความเป็นจริงชั่วคราวผ่านดนตรี ในช่วงล็อกดาวน์ที่ Saxophone Pub ต้องปิด คนไทยจำนวนไม่น้อยพบว่าเพลงอย่าง "Levitating" ทำหน้าที่เติมเต็มความรู้สึกที่หายไป
นอกจากนี้ในวัฒนธรรมไทยยังมีคอนเซปต์ของ "สนุกสนาน" ที่แทรกอยู่ในทุกอย่าง ตั้งแต่งานบวช งานแต่ง ไปจนถึงงานศพ ดนตรีไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยแต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการประคับประคองสังคม "Levitating" จึงเข้ากันได้ดีกับ DNA ทางวัฒนธรรมนี้ เพราะมันไม่ได้พยายามจะเป็นศิลปะสูงส่ง แต่เป็นเครื่องมือสร้างความสุขที่ใช้งานได้จริง
Why it resonates today
หลายปีหลังจากปล่อยออกมา "Levitating" ยังคงเป็นเพลงที่ถูกเปิดในคลับ ในห้างสรรพสินค้า ในร้านกาแฟ ในวิดีโอ TikTok ทั่วโลก ความยืนยาวของมันบอกเราว่าเพลงนี้ทำได้มากกว่าการตอบสนองโมเมนต์ทางประวัติศาสตร์เฉพาะ มันจับจุดบางอย่างที่เป็นสากลของยุคปัจจุบัน
ในยุคที่ความวิตกกังวลทางการเมือง ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องประจำวัน ผู้คนต้องการเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้รับมือได้โดยไม่ต้องปฏิเสธความจริง "Levitating" เสนอโมเดลของการอยู่กับความหนักหน่วงโดยไม่ปล่อยให้มันกลืนกินตัวตน—ผ่านการเต้น ผ่านความสนุก ผ่านการยอมรับว่าชีวิตยังควรค่าแก่การมีจังหวะ
อีกประเด็นที่สำคัญคือการที่เพลงนี้พิสูจน์ว่า "เพลงป็อปไม่จำเป็นต้องดราม่า" ในช่วงต้นทศวรรษ 2010s กระแสเพลงป็อปอยู่ภายใต้อิทธิพลของ Adele, Sam Smith และ Lewis Capaldi—บัลลาดทรงพลังที่พูดเรื่องอกหัก Dua Lipa เปิดประตูสู่ทิศทางใหม่ที่ยืนยันว่าความสนุก ความเซ็กซี่ และความไร้สาระอย่างมีรสนิยมก็เป็นศิลปะที่จริงจังได้ หลังจาก "Future Nostalgia" เราเห็นศิลปินอย่าง Doja Cat, Olivia Rodrigo (ในเพลงสนุกๆ), Beyoncé ("Renaissance") และ Sabrina Carpenter เดินตามรอยนี้ การฟื้นฟูของดิสโก้และฟังก์ในเพลงป็อปกระแสหลักของยุค 2020s ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับเพลงนี้
สำหรับผู้ฟังไทย "Levitating" ยังเป็นตัวอย่างของวิธีที่ศิลปินจากภูมิหลังผู้อพยพ (Dua Lipa เป็นลูกของผู้ลี้ภัยจากโคโซโว) สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับโลกได้โดยไม่ต้องลบตัวตน เธอพูดถึงรากเหง้าของตัวเองอย่างเปิดเผย ใส่ภาษาแอลเบเนียในมิวสิกวิดีโอบางตัว และใช้แพลตฟอร์มของเธอผลักดันประเด็นทางสังคมของโคโซโว ในบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ศิลปินจำนวนมากต้องเผชิญกับแรงกดดันให้ "เป็นสากล" โดยลบความเป็นท้องถิ่น Dua Lipa เป็นตัวอย่างของอีกโมเดลหนึ่ง
ที่สำคัญที่สุด "Levitating" ทำหน้าที่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของช่วงเวลาหนึ่ง ในอนาคต เมื่อคนรุ่นหลังจะพูดถึงยุคโควิด พวกเขาอาจไม่ได้พูดถึงเพลงเศร้าที่บรรยายความสูญเสีย แต่จะพูดถึงเพลงสนุกที่ผู้คนใช้เพื่อมีชีวิตอยู่ในนั้น และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เพลงป็อปยิ่งใหญ่—ความสามารถในการเป็นกระจกของยุคโดยไม่จำเป็นต้องประกาศตัวว่าเป็นศิลปะที่จริงจัง
วิธีดำดิ่งลึกขึ้น
🎧 ดำดิ่งในเสียงเพลง
Future Nostalgia (Dua Lipa) อัลบั้มเต็มที่ "Levitating" สังกัดอยู่ ฟังจากต้นจนจบจะเห็นวิสัยทัศน์ของ Dua Lipa ในการเล่าเรื่องด้วยเสียงดิสโก้ยุคใหม่ → Search
Off the Wall (Michael Jackson) ผลงานปี 1979 ที่ Quincy Jones โปรดิวซ์ คือต้นแบบทางจิตวิญญาณของ "Levitating" ดิสโก้-ฟังก์ที่ขัดเงาจนเป็นป็อปสมบูรณ์แบบ → Search
📚 ตามรอยเรื่องราว
Last Night a DJ Saved My Life: The History of the Disc Jockey (Bill Brewster & Frank Broughton) หนังสือคลาสสิกที่เล่าประวัติศาสตร์ของดิสโก้ คลับคัลเจอร์ และ DJ ตั้งแต่ยุค 1940s ถึงปัจจุบัน → Search
Future Nostalgia: The Story of Dua Lipa (Sona Books) ชีวประวัติที่เล่าเส้นทางของ Dua Lipa จากเด็กผู้ลี้ภัยสู่ศิลปินระดับโลก → Search
🌍 ไปเยือนสถานที่เกี่ยวข้อง
Saxophone Pub Bangkok (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, กรุงเทพ) สถานที่ในตำนานของดนตรีสดในกรุงเทพ เปิดมาตั้งแต่ปี 1987 มีวงดนตรีหลากแนวเล่นทุกคืน → Search
Studio 54 / NYC Disco Tour (นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา) ทัวร์ตามรอยคลับดิสโก้ในตำนานที่เป็นแรงบันดาลใจของเสียงในยุคนั้น → Search
🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง
Disco Ball / Mirror Ball ลูกบอลกระจกตกแต่งห้องเพื่อสร้างบรรยากาศดิสโก้ที่บ้าน เปิด "Levitating" แล้วเปิดไฟส่องดู → Search
Vinyl Turntable (เครื่องเล่นแผ่นเสียง) ลองฟัง "Future Nostalgia" บนแผ่นไวนิลเพื่อสัมผัสเสียงในแบบที่ดิสโก้ยุค 70s ถูกออกแบบมาให้ฟัง → Search
-
ทำไมการ "หลีกหนี" ผ่านดนตรีจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อต้านทางการเมือง ไม่ใช่การยอมแพ้?
การเต้นรำในยุคที่ทุกอย่างหนักอึ้งไม่ได้แปลว่าปฏิเสธว่าโลกมีปัญหา แต่เป็นการยืนยันว่าชีวิตยังควรค่าแก่การมีจังหวะแม้อยู่ท่ามกลางวิกฤต ดังที่บทความชี้ว่า "Levitating" ทำงานโดยไม่แสร้งว่าโลกไม่มีปัญหา หากแต่ขยับตัวออกจากภาระเหล่านั้นชั่วคราว การปฏิเสธที่จะถูกความสิ้นหวังกลืนกินตัวตนจึงเป็นการต่อต้านในรูปแบบของตัวเอง ไม่ใช่การหนีจากความจริง -
ถ้าจะสร้างเพลงป็อปไทยที่เป็น "Levitating" ของบริบทไทย ควรหยิบเสียงจากยุคใดมาขัดเงาใหม่?
บทความชี้ว่าดนตรีไทยช่วงนั้นกำลังกลับไปขุดเสียงยุคเก่ามาใช้ใหม่ คล้ายกับที่ Dua Lipa ทำกับดิสโก้ ทางเลือกที่น่าสนใจอาจเป็นเสียงเพื่อชีวิตยุค 1980s แบบ Carabao หรือซาวด์ลูกกรุง-สตริงคอมโบยุคนั้น ซึ่งฝังอยู่ในความทรงจำร่วมของหลายเจเนอเรชั่น สูตรของ Dua Lipa คือไม่ทำเพลงย้อนยุคตรงๆ แต่ใช้ภาษาของอดีตมาพูดเรื่องของปัจจุบัน หลักการเดียวกันนี้น่าจะใช้ได้กับเสียงไทยเช่นกัน -
ในยุคที่ TikTok กำหนดความสำเร็จของเพลง ศิลปินยังควรทำอัลบั้มเต็มอยู่หรือไม่?
กรณีของ "Future Nostalgia" แสดงให้เห็นว่าอัลบั้มเต็มยังมีคุณค่า เพราะการฟังจากต้นจนจบเผยวิสัยทัศน์ทั้งหมดของศิลปินในแบบที่เพลงเดี่ยวบน TikTok ทำไม่ได้ แม้ว่า TikTok จะกลายเป็นช่องทางแพร่กระจายหลัก แต่อัลบั้มที่มีแนวคิดชัดเจนก็ยังช่วยสร้างตัวตนและความยืนยาวให้ศิลปิน คำตอบจึงอาจไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการออกแบบอัลบั้มที่มีทั้งความเป็นองค์รวมและโมเมนต์ที่แชร์ได้ในตัว