SONGFABLE · 1980

Going Underground

THE JAM · 1980 · WOKING, UK

TL;DR: เพลงนี้ไม่ใช่เรื่องรถไฟใต้ดินหรือความรัก แต่เป็นเสียงตะโกนของคนหนุ่มที่ปฏิเสธระบบการเมืองและสังคมที่โกหกไปวันๆ พร้อมประกาศว่าจะขอ "หายลงใต้ดิน" ใช้ชีวิตตามความจริงของตัวเองแทนที่จะยอมกลืนคำหลอกลวงของผู้มีอำนาจ
Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

เพลงต้านระบบที่ขึ้นอันดับ 1 ทันทีในสัปดาห์แรก

ลองนึกภาพวงดนตรีที่มีเพลงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างดุเดือด แล้วเพลงนั้นกลับพุ่งขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตอังกฤษทันทีในสัปดาห์แรกที่วางขาย เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงกับ "Going Underground" ในเดือนมีนาคมปี 1980 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ซิงเกิลขึ้นถึงจุดสูงสุดได้เลยตั้งแต่เปิดตัว หัวใจของเพลงไม่ได้เกี่ยวกับความรักหรือการเต้นรำ แต่เป็นการด่าทอความหน้าไหว้หลังหลอกของนักการเมืองและสื่อ ที่ทำให้คนธรรมดารู้สึกว่าเสียงของตัวเองไม่มีค่าอะไรเลย

พอล เวลเลอร์ กับอังกฤษยุคเปลี่ยนผ่าน

The Jam เป็นวงสามชิ้นจากเมืองเล็กๆ ชื่อ Woking ทางตอนใต้ของลอนดอน นำโดย Paul Weller นักร้องนำและมือกีตาร์ที่ตอนนั้นอายุยังไม่ถึงยี่สิบสองปีดี พวกเขาโตมาในกระแสพังก์ปลายยุค 70 แต่ผสมความเนี้ยบของแนว mod และเสียงกีตาร์แหลมคมแบบยุค 60 เข้าไปด้วย ทำให้ฟังแล้วทั้งเดือดทั้งมีระเบียบในเวลาเดียวกัน

ช่วงที่เพลงนี้ออกมา อังกฤษกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของนายกรัฐมนตรี Margaret Thatcher ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดเรื่องการว่างงาน การตัดงบประมาณ และความรู้สึกแปลกแยกของคนหนุ่มสาว มีการเล่าว่างบประมาณกลาโหมและอาวุธถูกจัดสรรอย่างมหาศาลในขณะที่บริการสาธารณะถูกลดทอน ความไม่พอใจนี้แหละที่กลายเป็นเชื้อไฟให้ Weller เขียนเนื้อเพลงออกมา สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับเพลงเพื่อชีวิตอย่างคาราบาว หรือบทเพลงที่ตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจในยุคหลัง 14 ตุลา อารมณ์ของ "Going Underground" ก็อยู่ในเส้นทางเดียวกัน คือดนตรีที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของคนตัวเล็กที่รู้สึกถูกทอดทิ้ง

ถอดความหมาย: ปฏิเสธที่จะกลืนคำโกหก

หัวใจของเนื้อเพลงคือความรู้สึกของคนที่มองเห็นว่าลำดับความสำคัญของสังคมมันผิดเพี้ยน เงินถูกทุ่มไปกับกองทัพและเรื่องไร้สาระ ในขณะที่สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ กลับถูกละเลย ผู้เล่าในเพลงรู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า และตัดสินใจว่าจะไม่ยอมเชื่อคำสัญญาสวยหรูของผู้มีอำนาจอีกต่อไป

คำว่า "going underground" ในเพลงจึงเป็นการเปรียบเปรยถึงการถอนตัวออกจากกระแสหลัก ไม่ใช่การหนีอย่างขี้ขลาด แต่เป็นการเลือกที่จะยึดในคุณค่าและคนที่ตัวเองรักมากกว่าจะวิ่งตามภาพลวงตาที่รัฐและสื่อสร้างขึ้น มีการตีความว่าเพลงนี้พูดถึงความรักที่แท้จริงระหว่างคนสองคนซึ่งมีค่ามากกว่าเกมการเมืองทั้งหมด เป็นการยืนยันว่าความจริงเล็กๆ ในชีวิตประจำวันสำคัญกว่าความเท็จอันยิ่งใหญ่

มรดกทางวัฒนธรรมของเพลงต้าน

"Going Underground" กลายเป็นหนึ่งในเพลงที่นิยามความเป็น The Jam และตัวตนของคนหนุ่มสาวชนชั้นแรงงานอังกฤษในยุคนั้น มันพิสูจน์ว่าเพลงที่มีเนื้อหาการเมืองแหลมคมก็สามารถเป็นเพลงป๊อปที่ขายดีได้ โดยไม่ต้องลดทอนความคิด Paul Weller ต่อมาถูกยกย่องเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงคนสำคัญของอังกฤษ และมีอิทธิพลต่อวง Britpop รุ่นหลังอย่าง Oasis และ Blur อย่างชัดเจน

ว่ากันว่าเวลเลอร์ตัดสินใจยุบวงในปี 1982 ทั้งที่กำลังดังสุดขีด เพราะเขาไม่ต้องการให้ The Jam กลายเป็นสิ่งที่ตัวเองเคยวิพากษ์ นั่นคือระบบที่ทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจิตวิญญาณ การตัดสินใจนี้เองยิ่งตอกย้ำจิตวิญญาณของเพลงที่ว่า คุณค่าและความจริงต้องมาก่อนความสำเร็จหรือเงินทอง

ทำไมเพลงนี้ยังกินใจในวันนี้

ผ่านมากว่าสี่สิบปี ความรู้สึกที่ว่าผู้มีอำนาจไม่ฟังเสียงประชาชน สื่อบิดเบือนความจริง และคนหนุ่มสาวรู้สึกว่าอนาคตถูกขโมยไป ยังคงเป็นเรื่องที่คนทั่วโลกสัมผัสได้ ในยุคที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยข้อมูลปลอมและวาทกรรมทางการเมือง ความปรารถนาที่จะ "หายลงใต้ดิน" เพื่อรักษาความจริงและคนที่รักเอาไว้ กลับยิ่งเข้าใจง่ายขึ้นกว่าเดิม

เพลงนี้เตือนเราว่าการปฏิเสธที่จะยอมรับคำโกหก ไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมแพ้ แต่คือการเลือกยืนหยัดในสิ่งที่มีความหมายจริงๆ ท่ามกลางเสียงอึกทึกของโลกที่พยายามหลอกเราทุกวัน


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรี

📚 ติดตามเรื่องราวเบื้องหลัง

🌍 เยือนสถานที่จริง

🎸 สัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามต่อ
Tags
80s