SONGFABLE · 1973

Drift Away

DOBIE GRAY · 1973

TL;DR: เพลงนี้ไม่ใช่เพลงรักหวานๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มันคือ "เพลงรักที่ส่งถึงดนตรีเอง" บทเพลงสรรเสริญพลังของเสียงเพลงที่ช่วยพยุงหัวใจคนที่กำลังเหนื่อยล้าให้ลอยพ้นจากความเจ็บปวดของชีวิต
Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

ความจริงที่หลายคนคาดไม่ถึง

คนฟังจำนวนไม่น้อยฟัง "Drift Away" แล้วนึกว่าเป็นเพลงเกี่ยวกับการล่องลอยไปกับคนรัก หรือการหนีไปจากโลกใบนี้กับใครสักคน แต่ความจริงแล้วเพลงนี้พูดถึง "ดนตรี" ในฐานะตัวเอกของเรื่อง ผู้ร้องกำลังร้องขอให้บทเพลงโอบรับเขา ปล่อยให้จังหวะดนตรีพาเขาลอยล่องออกไปจากความเศร้าและความเหนื่อยล้าของชีวิตประจำวัน นี่คือคำสารภาพรักที่มนุษย์มีต่อเสียงเพลง ซึ่งทำให้มันกลายเป็นเพลงชาติของคนรักดนตรีทั่วโลกอย่างแท้จริง

เบื้องหลังศิลปินและยุคสมัย

Dobie Gray (โดบี เกรย์) เป็นนักร้องชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน เกิดในรัฐเท็กซัส เขามีอาชีพที่ขึ้นๆ ลงๆ มาก่อนหน้านี้ เคยมีเพลงฮิตอย่าง "The 'In' Crowd" ในยุค 60 แต่หลังจากนั้นชื่อของเขาก็เงียบหายไปพักใหญ่ กว่าจะกลับมาผงาดอีกครั้งก็ตอนปี 1973 กับเพลง "Drift Away" นี่เอง

เพลงนี้แต่งโดย Mentor Williams (เมนเทอร์ วิลเลียมส์) น้องชายของนักร้องชื่อดัง Paul Williams ว่ากันว่ามีศิลปินคนอื่นเคยบันทึกเสียงเพลงนี้มาก่อน แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักนัก จนกระทั่งเสียงนุ่มอบอุ่นแบบโซลของ Dobie Gray มาเติมเต็มให้เพลงนี้สมบูรณ์ และพุ่งขึ้นถึงอันดับ 5 บนชาร์ต Billboard ของอเมริกา กลายเป็นซิงเกิลขายดีระดับล้านแผ่น

สำหรับแฟนเพลงชาวไทย เสียงกีตาร์เปิดเพลงและท่อนคอรัสที่ติดหูของ "Drift Away" น่าจะคุ้นหูอยู่ไม่น้อย เพราะเพลงสไตล์โซลและซอฟต์ร็อกยุค 70 แบบนี้มักถูกเปิดในร้านกาแฟ ร้านอาหาร และคลื่นวิทยุเพลงสากลคลาสสิกในเมืองไทยอยู่บ่อยครั้ง เป็นหนึ่งในเพลงฝรั่งที่หลายคนฮัมตามได้แม้จำเนื้อทั้งหมดไม่ได้

ความหมายที่แท้จริงของบทเพลง

หากถอดความหมายของเนื้อเพลงออกมา จะพบว่าผู้ร้องกำลังอยู่ในสภาพจิตใจที่อ่อนล้า สับสนกับทิศทางของชีวิต และรู้สึกว่าโลกรอบตัวช่างหนักหนา เขาจึงหันไปพึ่งสิ่งเดียวที่ไม่เคยทรยศเขา นั่นคือเสียงเพลง

ในท่อนสำคัญที่กลายเป็นวลีอมตะ ผู้ร้องเปรียบเสียงเพลงเหมือนกระแสน้ำที่อ่อนโยน เขาขอให้มันพัดพาเขาลอยออกไป ให้ดนตรีกลายเป็นทั้งที่หลบภัยและเพื่อนคู่ใจ เขายอมมอบตัวเองให้กับจังหวะและทำนองอย่างเต็มใจ เพราะในเสียงเพลงนั้นเขาพบความรู้สึกอิสระที่ชีวิตจริงไม่อาจมอบให้ได้ มันคือการประกาศว่า เมื่อทุกอย่างพังทลาย ดนตรียังคงอยู่เคียงข้างเสมอ

นี่จึงไม่ใช่เพลงของการหลีกหนีความจริงอย่างขลาดเขลา แต่เป็นการยอมรับว่ามนุษย์เราต้องการที่พักใจ และสำหรับหลายคน เสียงเพลงคือยาวิเศษที่เยียวยาได้จริง

บริบททางวัฒนธรรมและมรดกที่ทิ้งไว้

"Drift Away" กลายเป็นหนึ่งในเพลงที่ถูกนำไปคัฟเวอร์มากที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีศิลปินนับร้อยที่หยิบเพลงนี้ไปตีความใหม่ ตั้งแต่แนวร็อก คันทรี ไปจนถึงเร็กเก้ จุดที่น่าสนใจคือในปี 2003 วง Uncle Kracker นำเพลงนี้กลับมาทำใหม่โดยมี Dobie Gray มาร้องร่วมด้วย และเวอร์ชันนั้นกลับฮิตติดชาร์ตยาวนานยิ่งกว่าเวอร์ชันดั้งเดิมเสียอีก ทำให้เพลงนี้ส่งต่อสู่คนฟังรุ่นใหม่ได้อย่างสวยงาม

ความที่เนื้อหาของเพลงพูดถึงตัวดนตรีเอง ทำให้มันถูกใช้เป็นเพลงเปิดงานคอนเสิร์ต งานรวมตัวของคนรักเพลง และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับเสียงเพลง

ทำไมเพลงนี้ยังกินใจคนยุคนี้

ในยุคที่ชีวิตเร่งรีบ ความเครียดถาโถม และผู้คนต่างมองหาที่พักใจ สารของ "Drift Away" ยังคงสดใหม่เสมอ ทุกวันนี้เราใส่หูฟัง เปิดเพลย์ลิสต์โปรด แล้วปล่อยให้เสียงเพลงพาเราหลุดออกจากความวุ่นวายชั่วขณะ พฤติกรรมนี้ก็คือสิ่งเดียวกับที่ Dobie Gray ร้องไว้เมื่อกว่า 50 ปีก่อนพอดี

เพลงนี้เตือนเราว่า ไม่ว่าโลกจะหมุนเร็วแค่ไหน ดนตรียังเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้เสมอ และความรู้สึกของการได้ลอยล่องไปกับทำนองที่รักคือประสบการณ์สากลที่ไม่มีวันตกยุค


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียงเพลง

📚 ติดตามเรื่องราว

🌍 เยือนสถานที่จริง

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามต่อได้เลย:

Tags
70s