SONGFABLE · 1981

Down Under

MEN AT WORK · 1981 · MELBOURNE, AUSTRALIA

TL;DR: เพลงที่คนทั้งโลกคิดว่าเป็นเพลงเชียร์ออสเตรเลียสุดสนุก แท้จริงแล้วเป็นการเสียดสีอันแสบสันต์ — มันคือเสียงเตือนว่าตัวตนที่แท้จริงของออสเตรเลียกำลังถูกขายทิ้งให้กับทุนนิยมและการท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย
Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

เพลงชาติที่ไม่ใช่เพลงชาติ

ลองนึกภาพนี้ดู: ทุกครั้งที่นักกีฬาออสเตรเลียคว้าเหรียญทอง ทุกครั้งที่มีงานเฉลิมฉลองระดับชาติ เพลงนี้จะดังขึ้นราวกับเป็นเพลงชาติฉบับไม่เป็นทางการ คนออสซี่ร้องตามด้วยความภาคภูมิใจเต็มหัวใจ แต่นี่แหละคือเรื่องตลกร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงป็อป — เพราะ Colin Hay ผู้แต่งเพลงเคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า แก่นแท้ของ "Down Under" ไม่ใช่การเชิดชูประเทศเลย แต่เป็นการตั้งคำถามว่าออสเตรเลียกำลังสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองไปอย่างไร คล้ายกับที่คนไทยร้องเพลงสนุก ๆ บางเพลงโดยไม่เคยฟังเนื้อจริง ๆ ว่ามันกำลังด่าอะไรอยู่

จากผับเมลเบิร์นสู่อันดับหนึ่งของโลก

Men at Work ก่อตัวขึ้นในเมลเบิร์นช่วงปลายยุค 70 โดยมี Colin Hay นักร้องนำที่จริง ๆ แล้วเกิดที่สกอตแลนด์และอพยพมาออสเตรเลียตอนวัยรุ่น — มุมมองของ "คนนอกที่กลายเป็นคนใน" นี้เองที่ทำให้เขามองบ้านเกิดใหม่ด้วยสายตาทั้งรักทั้งวิจารณ์ได้ วงเริ่มจากการเล่นตามผับเล็ก ๆ ก่อนจะอัดเพลงนี้ลงอัลบั้มเปิดตัว Business as Usual ในปี 1981 ท่อนฟลุตอันเป็นเอกลักษณ์มาจาก Greg Ham ที่เล่นแบบกึ่งด้นสด ผสมกลิ่นอายเร็กเก้เข้ากับนิวเวฟจนได้ซาวด์ที่ไม่เหมือนใครในยุคนั้น สำหรับแฟนเพลงไทย ลองนึกถึงบรรยากาศยุคเดียวกับที่วงสตริงไทยอย่างแกรนด์เอ็กซ์กำลังรุ่งเรือง — มันคือยุคที่ดนตรีท้องถิ่นทั่วโลกกำลังหาทางพูดกับเวทีสากล และ Men at Work คือวงออสเตรเลียวงแรกที่มีทั้งซิงเกิลและอัลบั้มขึ้นอันดับ 1 ของอเมริกาพร้อมกัน

ถอดรหัส: ชายผู้เดินทางกับแซนด์วิชในตำนาน

เนื้อเพลงเล่าผ่านสายตาของนักเดินทางชาวออสซี่ที่ระหกระเหินไปทั่วโลก — ตั้งแต่การเจอหญิงสาวแปลก ๆ ที่ทำให้เขาทั้งกลัวทั้งหลงใหล ไปจนถึงฉากในตำนานที่เขาเจอชายร่างใหญ่ในกรุงบรัสเซลส์ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่พอรู้ว่าเขามาจากดินแดน Down Under กลับยิ้มกว้างและยื่นแซนด์วิชทาสเปรดยีสต์อันเป็นของกินประจำชาติออสเตรเลียให้ ฟังเผิน ๆ มันคือเรื่องตลกของแบ็คแพ็คเกอร์ แต่ Hay ซ่อนหมัดเด็ดไว้ในท่อนฮุก: คำถามที่ว่าคุณได้ยินไหม ได้ยินเสียงฟ้าร้องไหม — นั่นคือคำเตือนให้รีบหนีรีบหาที่กำบัง เขาเคยอธิบายว่าภาพ "ดินแดนอุดมสมบูรณ์ที่ผู้หญิงเปล่งประกายและผู้ชายปล้นชิง" คือการพูดถึงการขายทรัพยากรและวัฒนธรรมของประเทศแลกกับเงิน การพัฒนาที่ละโมบจนตัวตนแบบออสซี่แท้ ๆ กำลังจะหายไป เพลงนี้จึงเป็นทั้งจดหมายรักและคำไว้อาลัยในเวลาเดียวกัน

จากชัยชนะ America's Cup ถึงคดีความสุดเศร้า

ปี 1983 เมื่อเรือใบออสเตรเลียคว้าแชมป์ America's Cup ปลดบัลลังก์อเมริกาที่ครองมา 132 ปี เพลงนี้ถูกเปิดเป็นเพลงประจำทีมจนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจของชาติอย่างถาวร แต่เรื่องราวก็มีด้านมืด — ปี 2009 ศาลตัดสินว่าท่อนฟลุตของเพลงไปคล้ายกับเพลงเด็กออสเตรเลียเก่าแก่ชื่อ "Kookaburra" วงแพ้คดีลิขสิทธิ์ทั้งที่เพลงดังมาแล้วเกือบ 30 ปี ว่ากันว่าคดีนี้ทำร้ายจิตใจ Greg Ham อย่างหนัก ก่อนเขาจะเสียชีวิตในปี 2012 Colin Hay พูดถึงเรื่องนี้ด้วยความขมขื่นมาตลอด มันเป็นบทส่งท้ายที่เจ็บปวดสำหรับเพลงที่พูดเรื่อง "การปล้นชิง" มาตั้งแต่ต้น

ทำไมยังก้องอยู่ในหูเราทุกวันนี้

เพราะคำถามของเพลงไม่เคยหมดอายุ: เมื่อประเทศหนึ่งกลายเป็นแบรนด์ เป็นจุดหมายท่องเที่ยว เป็นสินค้า — อะไรคือสิ่งที่เหลืออยู่ข้างใน? คำถามนี้คนไทยน่าจะรู้สึกได้ลึกกว่าใคร ในยุคที่วัฒนธรรมไทยถูกแพ็กเกจขายผ่านการท่องเที่ยวและซอฟต์พาวเวอร์ "Down Under" เตือนเราว่าความภูมิใจในชาติกับการตั้งคำถามต่อชาติไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกัน บางทีเพลงรักประเทศที่ดีที่สุด อาจเป็นเพลงที่กล้าถามว่าเรากำลังขายอะไรของตัวเองไปบ้าง


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำกับเสียงดนตรี

📚 ตามรอยเรื่องราว

🌍 เยือนสถานที่จริง

🎸 สัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 [ถามเพิ่มเติม]:

Tags
80s