Space Oddity
We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.
Space Oddity - David Bowie (1969)
เพลงที่ปล่อยออกมาเพียงไม่กี่วันก่อนมนุษย์จะเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรก กลับไม่ใช่บทเพลงเฉลิมฉลองชัยชนะของวิทยาศาสตร์ หากแต่เป็นภาพของนักบินอวกาศที่ลอยเคว้งอยู่กลางความว่างเปล่า เดวิด โบวี ใช้เรื่องราวของเมเจอร์ทอม ตั้งคำถามถึงราคาที่มนุษย์ต้องจ่ายเพื่อ "ความก้าวหน้า" และความเดียวดายที่ซ่อนอยู่ใต้ฉากหลังของเทคโนโลยีอันยิ่งใหญ่ ห้านาทีกว่าของเพลงนี้คือบทกวีว่าด้วยการสูญหายในยุคที่มนุษย์เพิ่งเรียนรู้ที่จะมองตัวเองจากนอกโลก
Hook
ในเดือนกรกฎาคม ปี 1969 ขณะที่ภารกิจอะพอลโล 11 กำลังจะนำพามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เดวิด โบวี ชายหนุ่มผมยาวอายุยี่สิบสองปีที่ยังไม่มีใครรู้จัก ปล่อยซิงเกิลที่ฟังเผินๆ เหมือนจะเข้ากับกระแสยุคอวกาศ แต่เมื่อเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียงค่อยๆ ไหลผ่านร่องเสียง สิ่งที่ปรากฏกลับไม่ใช่เพลงประกอบความฝันของมนุษยชาติ มันคือเพลงเศร้าเหงาที่บรรยายภาพชายคนหนึ่งติดอยู่ในกระป๋องเหล็กกลางอวกาศ ไม่สามารถกลับบ้านได้ การตัดสินใจของ BBC ที่ใช้เพลงนี้ประกอบการถ่ายทอดสดภารกิจดวงจันทร์จึงเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงป๊อป เพราะถ้าฟังเนื้อหาจริงๆ มันคือเพลงเกี่ยวกับภารกิจที่ล้มเหลว ความฝันที่กลายเป็นฝันร้าย และมนุษย์ที่หลงทางในจักรวาลที่ตนเองสร้างขึ้นมา
การที่เพลงนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพโบวี ทั้งๆ ที่เขาเคยพยายามอย่างหนักก่อนหน้านี้กับแนวเพลงโฟล์ค มิวสิคฮอลล์ และไซเคเดลิกป๊อปแบบไม่ประสบความสำเร็จ คือสัญญาณว่าศิลปินคนนี้พบเสียงของตัวเองแล้ว เสียงของคนนอก เสียงของคนที่มองโลกจากระยะที่ห่างพอจะเห็นว่ามันเปราะบางแค่ไหน
Background
เดวิด โบวี เกิดในชื่อ เดวิด โรเบิร์ต โจนส์ ที่เมืองบริกซ์ตัน ลอนดอน ในปี 1947 ก่อนหน้า Space Oddity เขาคือศิลปินที่ค่ายเพลงเริ่มหมดศรัทธา อัลบั้มแรกในชื่อตัวเองปี 1967 ขายไม่ออก ซิงเกิลก่อนหน้านี้ไม่ติดชาร์ต เขาเปลี่ยนนามสกุลจาก โจนส์ เป็น โบวี เพื่อไม่ให้สับสนกับเดวี โจนส์ แห่งวง The Monkees และทดลองทำทุกอย่าง ตั้งแต่เรียนแสดงละครใบ้กับ ลินด์ซีย์ เคมพ์ ไปจนถึงอาศัยอยู่ในชุมชนพุทธทิเบตในสกอตแลนด์
สิ่งที่จุดประกาย Space Oddity คือภาพยนตร์ของ สแตนลีย์ คูบริก เรื่อง 2001: A Space Odyssey ที่ออกฉายในปี 1968 โบวี ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในสภาพมึนเมาจากกัญชา และสิ่งที่ค้างอยู่ในใจเขาไม่ใช่ความตื่นเต้นของเทคโนโลยี หากแต่เป็นความรู้สึกแปลกแยกของมนุษย์ในสภาพแวดล้อมที่ไร้ความหมายแห่งจักรวาล ชื่อเพลงเองก็เป็นการเล่นคำกับชื่อภาพยนตร์ Odyssey กลายเป็น Oddity คำที่หมายถึงสิ่งประหลาด ผิดที่ผิดทาง
เพลงนี้บันทึกเสียงที่ Trident Studios ในลอนดอน โดยมี กัส ดัดเจน เป็นโปรดิวเซอร์ (โทนี วิสคอนติ ซึ่งทำงานกับโบวีมายาวนานปฏิเสธโปรเจกต์นี้ เพราะมองว่าเป็นการเอาเปรียบกระแสภารกิจดวงจันทร์) เครื่องดนตรีที่ใช้รวมถึง Stylophone เครื่องสังเคราะห์เสียงขนาดเล็กที่ใช้ปากกาแตะแผ่นโลหะ มอบเสียงประหลาดเหมือนสัญญาณจากเครื่องส่งของยานอวกาศ และ Mellotron เครื่องดนตรีคีย์บอร์ดที่เล่นเสียงเทปบันทึกจริง สร้างบรรยากาศคล้ายวงออร์เคสตราล่องลอย ริก เวกแมน ก่อนจะดังกับวง Yes มาเล่นเปียโนในเพลงนี้
ในเชิงโครงสร้าง Space Oddity ไม่ใช่เพลงป๊อปธรรมดา มันคือ "ละครเล็กๆ" ที่มีตัวละครสองตัวคือ Ground Control (ศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน) กับ Major Tom (เมเจอร์ทอม) บทสนทนาระหว่างทั้งสองพัฒนาจากความตื่นเต้นในการนับถอยหลังก่อนการปล่อยยาน ไปสู่ความปีติยินดีที่เมเจอร์ทอมได้ลอยอยู่ในอวกาศ และจบลงด้วยสัญญาณขาดหายไป ทอมเลือกที่จะไม่กลับบ้าน หรือไม่ก็ไม่สามารถกลับได้ ความคลุมเครือนี้คือหัวใจของเพลง
Real meaning
ผู้ฟังหลายคนเข้าใจว่า Space Oddity เป็นเพลงเฉลิมฉลองยุคอวกาศ แต่โบวี ให้สัมภาษณ์หลายครั้งในภายหลังว่ามันคือเพลงเกี่ยวกับ "ความรู้สึกแปลกแยกอย่างถึงที่สุด" ตัวเมเจอร์ทอมไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่นักสำรวจผู้กล้าหาญ เขาคือชายที่ถูกส่งขึ้นไปในนามของชาติ ของวิทยาศาสตร์ ของความก้าวหน้า แต่เมื่อขึ้นไปถึงแล้วกลับพบว่าตนเองไม่ต้องการกลับ หรือไม่สามารถกลับ การเลือกไม่กลับนี้คือการปฏิเสธโลกที่ส่งเขามา การยอมจำนนต่อจักรวาลที่กว้างใหญ่กว่าความฝันของมนุษย์
มีการตีความที่แพร่หลายว่าเพลงนี้พูดถึงประสบการณ์ของโบวี กับยาเสพติด การที่เมเจอร์ทอมลอยอยู่ในกระป๋องเหล็กมองโลกจากระยะไกล คือภาพแทนของผู้เสพยาที่หลุดออกจากความเป็นจริง โบวี เองยอมรับในบทสัมภาษณ์ช่วงทศวรรษ 1980 ว่าเขามองมันเป็นทั้งภาพของยุคอวกาศและภาพของจิตใจมนุษย์ที่หลีกหนีจากความเป็นจริง
แต่ความหมายที่ลึกที่สุดอาจเป็นเรื่องของการสูญเสียศรัทธาในเทคโนโลยี ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ความฝันแบบยูโทเปียของยุคหลังสงครามเริ่มแตกร้าว สงครามเวียดนามยังคงดำเนินอยู่ การลอบสังหารผู้นำต่างๆ เกิดขึ้นซ้ำซาก กระแสฮิปปี้เริ่มเสื่อมถอย และในท่ามกลางบรรยากาศนั้น ภารกิจดวงจันทร์กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถของมนุษย์ที่จะทำสิ่งยิ่งใหญ่แต่ไม่สามารถจัดการกับปัญหาบนโลกได้ Space Oddity คือเสียงสะท้อนของความสงสัยนี้ มันถามว่า เราจะไปดวงจันทร์ไปทำไม ในเมื่อเรายังไม่รู้จักตัวเอง
โบวี กลับมาเขียนเรื่องของเมเจอร์ทอมอีกครั้งในเพลง Ashes to Ashes ปี 1980 ครั้งนี้เผยว่าเมเจอร์ทอมคือ "junkie" หรือผู้ติดยา ภาพของวีรบุรุษอวกาศถูกเปลื้องออก เหลือเพียงชายผู้พ่ายแพ้ การเดินทางในตอนนี้ของวัฏจักรเมเจอร์ทอมคือการกลับมาสู่ความจริงอันโหดร้ายของชีวิต
Cultural context for Thai readers
สำหรับผู้ฟังชาวไทย Space Oddity อาจฟังดูเป็นเพลงจากอีกโลกหนึ่งที่ห่างไกล แต่ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในเพลง การเป็นคนที่ลอยเคว้งกลางความว่างเปล่า การมองโลกจากระยะที่ห่าง ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ในวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย
ลองนึกถึงเพลงเพื่อชีวิตของวง คาราบาว ในยุคทศวรรษ 2520-2530 หลายเพลงพูดถึงผู้คนที่ถูกระบบทิ้งไว้ข้างหลัง คนชนบทที่เข้ามาทำงานในเมืองหลวงและรู้สึกแปลกแยก ความรู้สึกของ "เมเจอร์ทอม ฉบับไทย" ในแง่หนึ่งคือชายหนุ่มที่เดินทางจากบ้านนามาสู่กรุงเทพ ลอยอยู่ในเมืองใหญ่ที่ไม่รู้จักใคร ส่งสัญญาณกลับบ้านที่บางครั้งไม่มีคนตอบ phleng phuea chiwit หรือเพลงเพื่อชีวิต คือบทกวีแห่งความแปลกแยกในแบบของสังคมไทย
วงร็อกไทยรุ่นใหม่อย่าง Bodyslam ก็มีเพลงที่ดำเนินตามแนวทางคล้ายกัน เพลงอย่าง "ความเชื่อ" หรือ "ปล่อย" พูดถึงการเดินทางภายในของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับโลกที่ไม่เข้าใจ ขณะที่ Modern Dog วงอินดี้ที่บุกเบิกซีนเพลงทางเลือกของไทยในยุค 1990 ก็เคยทดลองกับเสียงไซเคเดลิกที่ชวนให้นึกถึงโบวี ในยุคแรก เพลงของพวกเขาบางครั้งมีบรรยากาศของการลอยอยู่ระหว่างความฝันกับความเป็นจริง
ในเชิงพื้นที่ทางวัฒนธรรม กรุงเทพมีจุดสำหรับผู้ที่ต้องการดำดิ่งในมรดกของโบวี และวัฒนธรรมเพลงร็อกตะวันตก Saxophone Pub บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นสถานที่ที่นักดนตรีไทยและต่างชาติมาแสดงสดตั้งแต่ทศวรรษ 1980 บรรยากาศของผับเก่าที่มีกลิ่นอายของยุคที่เพลงร็อกยังเป็นเรื่องของการต่อต้านวัฒนธรรมหลัก ทำให้ที่นี่เป็นจุดที่เพลงอย่าง Space Oddity ยังคงมีพื้นที่ของมัน
ส่วนตลาดนัดจตุจักรในวันเสาร์-อาทิตย์ มีร้านขายแผ่นเสียงเก่าและไวนิลจำนวนมาก ผู้ที่ต้องการหาแผ่นเสียงต้นฉบับของโบวี ทั้งซิงเกิล Space Oddity ปี 1969 ไปจนถึงอัลบั้ม The Rise and Fall of Ziggy Stardust and the Spiders from Mars สามารถใช้เวลาทั้งวันค้นหาในกองแผ่นเสียงของพ่อค้าเก่า การได้ถือแผ่นเสียงเก่าที่เคยถูกเปิดฟังในยุคที่เพลงนี้ใหม่เอี่ยม คือประสบการณ์ที่การฟังผ่านแอปสตรีมมิ่งไม่อาจมอบให้
ความเชื่อมโยงระหว่าง Space Oddity กับวัฒนธรรมไทยอาจดูห่างไกล แต่ในสังคมที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่คนรุ่นใหม่ต้องดิ้นรนหาความหมายในเมืองใหญ่ ที่เทคโนโลยีพาเราไปไกลจากชุมชนดั้งเดิม เรื่องของเมเจอร์ทอมไม่ได้แปลกแยกเลย มันคือเรื่องของพวกเราทุกคนที่บางครั้งรู้สึกว่ากำลังลอยอยู่ในกระป๋องเหล็กของตัวเอง
Why it resonates today
เกือบหกทศวรรษหลังจากที่ Space Oddity ถูกบันทึกเสียง ความหมายของมันกลับยิ่งทวีคูณ ในยุคที่มนุษย์ติดต่อกันได้ตลอดเวลาผ่านหน้าจอ แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวมากกว่าเดิม เรื่องของเมเจอร์ทอมกลายเป็นภาพแทนของมนุษย์ในยุคโซเชียลมีเดีย ที่อยู่ในบ้านของตนเองแต่ลอยอยู่ในความว่างเปล่าของหน้าฟีดที่ไม่สิ้นสุด
ในปี 2013 คริส แฮดฟิลด์ นักบินอวกาศชาวแคนาดา บันทึกวิดีโอตัวเองร้องเพลง Space Oddity จากสถานีอวกาศนานาชาติ ภาพของชายคนหนึ่งที่ลอยอยู่ในอวกาศจริงๆ ร้องเพลงเกี่ยวกับชายที่ลอยอยู่ในอวกาศ กลายเป็นปรากฏการณ์ไวรัล มียอดวิวหลายร้อยล้านครั้ง สิ่งที่น่าสนใจคือ แฮดฟิลด์ และผู้กำกับวิดีโอตัดสินใจเปลี่ยนตอนจบของเพลง ให้เมเจอร์ทอมกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย ราวกับว่าหลังจากผ่านมาเกือบครึ่งศตวรรษ มนุษย์อยากเชื่อว่าเทคโนโลยีจะไม่ทิ้งเราไว้ในความว่างเปล่า
อีลอน มัสก์ ส่งรถยนต์ Tesla Roadster ขึ้นสู่อวกาศในปี 2018 พร้อมตุ๊กตาในชุดนักบินอวกาศที่เรียกว่า "Starman" และเปิดเพลง Space Oddity ระหว่างการเดินทาง ตอนนี้ Space Oddity ไม่ได้เป็นเพียงเพลงอีกต่อไป แต่เป็นบทกวีของยุคอวกาศใหม่ของมนุษย์ ยุคที่เอกชนเริ่มแข่งกันส่งคนไปดาวอังคาร และที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังเขียนกฎใหม่ของอนาคต
ในเชิงดนตรี อิทธิพลของ Space Oddity ยังคงปรากฏในผลงานร่วมสมัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ Radiohead ที่นำเอาบรรยากาศของความแปลกแยกในอวกาศมาใช้ในอัลบั้ม OK Computer ไปจนถึงศิลปินอินดี้ป๊อปยุคปัจจุบันที่ใช้เครื่องสังเคราะห์เสียงวินเทจเพื่อสร้างบรรยากาศย้อนยุค โบวี วางรากฐานของสิ่งที่เรียกว่า "concept song" ที่มีตัวละครและโครงเรื่องในระยะเวลาสั้นๆ ของซิงเกิลป๊อป รูปแบบนี้ส่งผลต่อทุกอย่างตั้งแต่เพลงร็อกโอเปร่าไปจนถึงเพลงฮิปฮอปที่เล่าเรื่อง
แต่บางทีเหตุผลที่ลึกที่สุดที่เพลงนี้ยังคงสะท้อนใจผู้คนในวันนี้ คือเพราะมันยอมรับสิ่งที่สังคมสมัยใหม่มักไม่อยากยอมรับ เราอาจไปได้ไกล เราอาจสร้างเครื่องมือที่น่าทึ่ง เราอาจมองเห็นดาวต่างๆ ในจักรวาล แต่ในที่สุดแล้ว เรายังคงเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ ลอยอยู่ในความว่างเปล่าที่ไม่อาจเข้าใจได้ การที่โบวี กล้าจะร้องเพลงนี้ในวันที่โลกกำลังเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ คือการกระทำที่กล้าหาญ และในวันที่เรากำลังถูกบอกว่าปัญญาประดิษฐ์จะเปลี่ยนทุกอย่าง ที่บล็อกเชนจะปฏิวัติเศรษฐกิจ ที่จรวดเอกชนจะพาเราไปดาวอังคาร เพลงของโบวี เตือนเราว่าเทคโนโลยีไม่ได้ตอบคำถามเรื่องความหมาย และบางครั้งคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือการยอมรับว่าเราหลงทาง
Space Oddity ไม่ใช่เพลงที่ปลอบโยน มันไม่ใช่เพลงที่ให้ความหวัง แต่มันคือเพลงที่ซื่อสัตย์ และในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวนของการตลาดและการโฆษณาชวนเชื่อ ความซื่อสัตย์อาจเป็นของหายาก เป็นเหตุผลที่ทำให้ห้านาทีกว่าของเพลงในปี 1969 ยังคงทรงพลังในปี 2026 และน่าจะทรงพลังต่อไปอีกนานเท่าที่มนุษย์ยังเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วถามว่า เราอยู่ตรงไหนในจักรวาลนี้
วิธีดำดิ่งลึกขึ้น
🎧 ดำดิ่งในเสียงเพลง
The Rise and Fall of Ziggy Stardust and the Spiders from Mars (David Bowie) อัลบั้มคอนเซ็ปต์ที่โบวี รับบทเป็นซิกกี้ สตาร์ดัสต์ ร็อกสตาร์ต่างดาว เป็นพัฒนาการต่อจากเรื่องราวอวกาศใน Space Oddity และเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้โบวี กลายเป็นไอคอนระดับโลก → Search
OK Computer (Radiohead) อัลบั้มปี 1997 ที่นำเอาธีมความแปลกแยกในยุคเทคโนโลยีของโบวี มาขยายต่อ บรรยากาศของการลอยเคว้งกลางโลกดิจิทัลเป็นมรดกของ Space Oddity โดยตรง → Search
📚 ตามรอยเรื่องราว
Bowie: A Biography (Marc Spitz) ชีวประวัติที่ครอบคลุมตั้งแต่วัยเด็กของโบวี ในบริกซ์ตันไปจนถึงยุคทดลองในเบอร์ลิน เผยเบื้องหลังการกำเนิดของ Space Oddity และตัวละครเมเจอร์ทอม → Search
The Right Stuff (Tom Wolfe) หนังสือคลาสสิกเกี่ยวกับนักบินอวกาศยุคแรกของอเมริกา ที่ช่วยให้เข้าใจบรรยากาศของยุคที่ Space Oddity ถูกเขียนขึ้น ความฝันและความกลัวของยุคอวกาศ → Search
🌍 ไปเยือนสถานที่เกี่ยวข้อง
Saxophone Pub กรุงเทพ ผับดนตรีสดเก่าแก่ใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่ยังคงเปิดให้นักดนตรีไทยและต่างชาติเล่นเพลงร็อกคลาสสิก รวมถึงผลงานของโบวี บรรยากาศของยุค 1980 ที่ยังคงอยู่ → Search
ตลาดนัดจตุจักร โซนแผ่นเสียง ในวันเสาร์-อาทิตย์ มีร้านขายไวนิลและแผ่นเสียงเก่าจำนวนมาก ผู้ที่ต้องการหาแผ่นเสียงต้นฉบับของโบวี ในยุค 1969-1980 สามารถใช้เวลาทั้งวันค้นหาในกองแผ่นเสียงเก่า → Search
🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง
Stylophone เครื่องสังเคราะห์เสียงพกพา เครื่องดนตรีเล็กที่ใช้ปากกาแตะแผ่นโลหะเพื่อสร้างเสียง โบวี ใช้เครื่องนี้สร้างเสียงประหลาดใน Space Oddity ยังคงผลิตและจำหน่ายในรุ่นใหม่ → Search
กีตาร์โปร่ง 12 สาย โบวี ใช้กีตาร์โปร่ง 12 สายเป็นเครื่องดนตรีหลักในการแต่งและบันทึก Space Oddity เสียงที่หนาและมีฮาร์โมนิกพิเศษ คือกุญแจของบรรยากาศเพลง → Search
🤖
- ถ้าเดวิด โบวี ยังมีชีวิตอยู่ในยุคที่อีลอน มัสก์ ส่งจรวดส่วนตัวขึ้นอวกาศ เขาจะเขียนเพลงเกี่ยวกับเมเจอร์ทอมเวอร์ชันใหม่อย่างไร?
- มีเพลงไทยร่วมสมัยเพลงใดบ้างที่สำรวจธีมความแปลกแยกของมนุษย์ในยุคเทคโนโลยี ในแบบที่เปรียบเทียบได้กับ Space Oddity?
- ทำไม "ตัวละครสมมุติ" อย่างเมเจอร์ทอม หรือซิกกี้ สตาร์ดัสต์ ถึงสามารถพูดความจริงเกี่ยวกับมนุษย์ได้ลึกกว่าการเล่าเรื่องส่วนตัวของศิลปิน?