SONGFABLE · 1981

Jessie's Girl

RICK SPRINGFIELD · 1981

TL;DR: เพลงป็อปร็อกที่ฟังสนุกที่สุดแห่งยุค 80s แท้จริงแล้วคือคำสารภาพอันเจ็บปวดของชายคนหนึ่งที่หลงรักแฟนสาวของเพื่อนตัวเอง — และที่เหลือเชื่อกว่านั้นคือ เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับ Rick Springfield ในคลาสเรียนทำกระจกสี
Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

เพลงฮิตที่เกิดจากความอิจฉาในห้องเรียนศิลปะ

ถ้าคุณเคยได้ยินอินโทรกีตาร์อันคมกริบของ "Jessie's Girl" ในหนังอย่าง Boogie Nights หรือซีรีส์ Stranger Things คุณอาจคิดว่ามันเป็นแค่เพลงปาร์ตี้ยุค 80s ที่ร้องตามได้สนุก ๆ แต่ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ เพลงนี้เกิดจากเหตุการณ์จริงในชีวิตของ Rick Springfield ช่วงปลายยุค 70s เขาไปเรียนคลาสทำกระจกสี (stained glass) ที่ลอสแอนเจลิส และที่นั่นเขาได้พบกับชายหนุ่มชื่อ Gary กับแฟนสาวของเขา Springfield หลงรักหญิงสาวคนนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทั้งที่รู้ว่าเธอเป็นของคนอื่น ความรู้สึกอึดอัด อิจฉา และทรมานนั้นถูกกลั่นออกมาเป็นเพลงที่กลายเป็นเพลงประจำตัวของเขาไปตลอดกาล

แล้วทำไมชื่อเพลงถึงเป็น "Jessie" ไม่ใช่ "Gary"? ว่ากันว่า Springfield รู้สึกว่าชื่อ Gary ร้องออกมาแล้วไม่เพราะ เขาเลยเปลี่ยนเป็น Jessie ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเสื้อทีมเบสบอลที่มีชื่อนั้น ส่วนหญิงสาวตัวจริง? Springfield เคยเล่าว่าเขาไม่เคยรู้แม้กระทั่งชื่อจริงของเธอ และพยายามตามหาเธอหลายสิบปีโดยไม่สำเร็จ — แม้แต่รายการโทรทัศน์ก็เคยช่วยตามหาให้ แต่ก็ไร้ร่องรอย

หมอละครทีวีที่อยากให้โลกฟังเพลงของเขา

ปี 1981 คือปีที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตของ Rick Springfield นักดนตรีชาวออสเตรเลียคนนี้ดิ้นรนในวงการเพลงอเมริกามาเกือบสิบปีโดยไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จนเขาตัดสินใจหันไปรับงานแสดง และได้บทเป็น Dr. Noah Drake ในละครโทรทัศน์ชื่อดัง General Hospital เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่อัลบั้ม Working Class Dog จะวางจำหน่าย ผลคือเขากลายเป็นทั้งดาราละครหลังข่าวขวัญใจแม่บ้าน และร็อกสตาร์เจ้าของเพลงอันดับหนึ่งบนชาร์ต Billboard Hot 100 พร้อมกัน — ซึ่งกลายเป็นดาบสองคม เพราะนักวิจารณ์เพลงจำนวนมากไม่ยอมมองเขาเป็นนักดนตรี "ตัวจริง"

สำหรับแฟนเพลงไทย ลองนึกถึงปรากฏการณ์ดารา-นักร้องบ้านเราที่เริ่มจากละครแล้วออกเพลงดัง คนดูชอบแต่นักวิจารณ์ตั้งคำถาม — Springfield เจอสถานการณ์เดียวกันเป๊ะเมื่อ 40 กว่าปีก่อน และเพลงนี้คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าเขาเขียนเพลงเองได้จริง เล่นกีตาร์ได้จริง จนคว้ารางวัล Grammy สาขา Best Male Rock Vocal Performance มาครองในปี 1982

ถอดรหัสเนื้อเพลง: ความปรารถนาที่พูดออกมาไม่ได้

แก่นของเพลงนี้คือ "ความอยากได้ในสิ่งที่เป็นของคนอื่น" ในแบบที่ตรงไปตรงมาอย่างน่าตกใจ ผู้เล่าเรื่องในเพลงเฝ้ามองเพื่อนสนิทกับแฟนสาวของเขา เห็นความหวานชื่นของทั้งคู่ในระยะใกล้ชิด และทุกครั้งที่เห็นก็ยิ่งทรมานใจ เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมผู้หญิงแบบนั้นถึงไม่ใช่ของเขาบ้าง มีท่อนหนึ่งที่ผู้เล่าถึงกับสงสัยในเสน่ห์ของตัวเอง มองกระจกแล้วถามว่าตัวเองขาดอะไรไป ทำไมถึงไม่มีผู้หญิงแบบนั้นเข้ามาในชีวิต

สิ่งที่ทำให้เพลงนี้เหนือกว่าเพลงรักทั่วไปคือความซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกด้านมืด ผู้เล่าไม่ได้วางแผนแย่งแฟนเพื่อน ไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ — เขาแค่จมอยู่กับความอยากที่ไร้ทางออก รักษามิตรภาพไว้ข้างนอก แต่ข้างในร้อนรุ่ม นี่คือภาพของ unrequited love (รักข้างเดียว) ที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น เพราะมันพันอยู่กับความรู้สึกผิดต่อเพื่อนด้วย ความขัดแย้งภายในนี้เองที่ทำให้เพลงจังหวะสนุก ๆ เพลงนี้มีน้ำหนักทางอารมณ์ที่คนฟังทุกยุคสัมผัสได้

จากเพลงฮิตยุค 80s สู่มรดกป็อปคัลเจอร์

"Jessie's Girl" ครองอันดับหนึ่ง Billboard Hot 100 นานสองสัปดาห์ในเดือนสิงหาคม 1981 และกลายเป็นหนึ่งในเพลงที่นิยามเสียงของ power pop ยุคนั้น — กีตาร์หนักแน่น เมโลดี้ติดหู และท่อนฮุกที่ตะโกนร้องตามได้ทั้งผับ ความน่าสนใจคือเพลงนี้ไม่เคยตายไปตามยุคสมัย มันถูกชุบชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านภาพยนตร์และซีรีส์ โดยเฉพาะฉากในตำนานของ Boogie Nights (1997) และยังกลายเป็นเพลงคาราโอเกะยอดนิยมตลอดกาลในอเมริกา ขณะที่ในไทย เพลงนี้คือขาประจำของวงคัฟเวอร์ตามบาร์เพลงสากลย่าน RCA หรือทองหล่อ ที่พอขึ้นอินโทรปุ๊บ คนทั้งร้านก็พร้อมร้องตามทันที

มีเกร็ดสนุกอีกอย่าง: ตัวจริงของ "Gary" โผล่มาทักทาย Springfield หลายปีต่อมาพร้อมขอลายเซ็น — ว่ากันว่าเขาเลิกกับแฟนสาวคนนั้นไปนานแล้ว และไม่มีรูปถ่ายของเธอเหลืออยู่เลย ทำให้หญิงสาวผู้เป็นต้นกำเนิดเพลงฮิตระดับโลกยังคงเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้

ทำไมเพลงนี้ยังโดนใจคนยุคนี้

เพราะความรู้สึก "อยากได้ในสิ่งที่ไม่ควรอยากได้" เป็นสากลและไร้กาลเวลา ในยุคโซเชียลมีเดียที่เราเห็นชีวิตรักของคนอื่นผ่านหน้าจอทุกวัน ความอิจฉาแบบเงียบ ๆ ที่ Springfield ร้องถึงเมื่อปี 1981 กลับยิ่งร่วมสมัยขึ้นไปอีก ใครบ้างไม่เคยเลื่อนฟีดเห็นคู่รักที่ทำให้เราถามตัวเองว่า "ทำไมเราไม่มีแบบนั้นบ้าง" เพลงนี้ให้พื้นที่กับความรู้สึกที่เราไม่กล้าพูดออกมาดัง ๆ และห่อมันด้วยเมโลดี้ที่สนุกจนเราเผลอร้องตามความเจ็บปวดนั้นไปด้วยรอยยิ้ม — นั่นแหละคือเวทมนตร์ของป็อปเพลงที่ดี


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำกับเสียงดนตรี

📚 ตามรอยเรื่องราว

🌍 เยือนสถานที่จริง

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 [ถามเพิ่มเติม]:

Tags
80s