SONGFABLE · 2000

It's Gonna Be Me

NSYNC · 2000 · STOCKHOLM, SWEDEN

TL;DR: เพลงป๊อปสุดมั่นที่ Justin Timberlake บอกผู้หญิงคนหนึ่งว่า "เลิกเสียเวลากับหนุ่มที่ทำเธอผิดหวังซ้ำๆ ได้แล้ว สุดท้ายคนที่ใช่จะเป็นฉันเอง" และยังเป็นเพลงที่กลายเป็นมีมระดับโลกเพราะวิธีออกเสียงคำว่า "me" ให้ฟังเหมือน "May" จนชาวเน็ตล้อกันทุกวันที่ 30 เมษายน
Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

ความจริงที่หลายคนคาดไม่ถึง

เพลงนี้ฟังเผินๆ เหมือนเพลงรักหวานๆ ของวงบอยแบนด์ แต่เนื้อแท้กลับเป็นเพลงของ "คนที่รอคอยอย่างมั่นใจ" มากกว่าคนที่อ้อนวอน ตัวเอกในเพลงไม่ได้ขอร้องให้ผู้หญิงรักเขา เขากำลังบอกอย่างหนักแน่นว่าเธอเคยเจอผู้ชายที่สัญญาแล้วทำไม่ได้มานับครั้งไม่ถ้วน และวันหนึ่งเมื่อเธอเหนื่อยกับการผิดหวัง คนที่จะอยู่ตรงนั้นจริงๆ คือเขา นี่คือความมั่นใจแบบป๊อปที่ผสมความใจร้อนของวัยรุ่นได้ลงตัว

เบื้องหลังและยุคสมัย

"It's Gonna Be Me" เป็นซิงเกิลจากอัลบั้ม No Strings Attached ปี 2000 ซึ่งทำสถิติขายได้กว่า 2.4 ล้านชุดในสัปดาห์แรกที่อเมริกา ตัวเลขที่ว่ากันว่ายังยากจะมีใครทำลายได้ในยุคนั้น เพลงนี้แต่งและโปรดิวซ์โดยทีม Max Martin และ Rami Yacoub แห่งค่าย Cheiron Studios ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเพลงฮิตที่อยู่เบื้องหลังทั้ง Backstreet Boys และ Britney Spears

จุดที่คนไทยน่าจะรู้สึกใกล้ตัวคือ ปี 2000 เป็นยุคที่กระแสบอยแบนด์ตะวันตกบูมสุดขีดในเมืองไทยพอดี เด็กวัยรุ่นยุคนั้นโตมากับการตัดปกซีดี ดูมิวสิกวิดีโอทาง Channel [V] และ MTV และ NSYNC ก็เป็นหนึ่งในวงที่ปูทางให้คนไทยคุ้นเคยกับฟอร์แมต "วงหนุ่มเต้นพร้อมเพรียง" ก่อนที่กระแส K-pop และ T-pop จะรับไม้ต่อในเวลาต่อมา

ถอดความหมายของเนื้อเพลง

แก่นของเพลงคือการพูดกับผู้หญิงที่ตกอยู่ในวงจรของการคบผู้ชายที่ชอบให้คำสัญญาลมๆ แล้งๆ ตัวเอกบอกว่าเธอทุ่มเทใจไปกับคนที่ไม่เคยรักษาคำพูด และทุกครั้งที่เธอเปิดใจ เธอก็ลงเอยด้วยความผิดหวัง เขามองเห็นรูปแบบนี้และเตือนเธออย่างตรงไปตรงมาว่าอย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปกับคนผิดอีก

ในขณะเดียวกัน เขาก็วางตัวเองเป็นทางเลือกที่มั่นคง บอกว่าเขาจะอดทนรอ และเมื่อถึงวันที่เธอพร้อมจะหันมามองคนที่จริงใจ คำตอบสุดท้ายจะเป็นเขาเอง น้ำเสียงของเพลงจึงไม่ใช่การง้องอน แต่เป็นความเชื่อมั่นที่เกือบจะเป็นการท้าทาย ราวกับบอกว่า "ฉันรู้ว่าสุดท้ายเธอจะเลือกฉัน"

บริบททางวัฒนธรรมและมรดกของเพลง

สิ่งที่ทำให้เพลงนี้อยู่ยงข้ามยุคไม่ใช่แค่ความฮิต แต่คือวิธีร้องคำว่า "me" ในท่อนฮุค Justin Timberlake ออกเสียงให้ฟังเหมือนคำว่า "May" (เมย์) ว่ากันว่า Max Martin จงใจให้ร้องแบบนี้เพื่อให้เสียงกลมและเข้ากับทำนองมากกว่า ผลคือเมื่อยุคโซเชียลมีเดียมาถึง ชาวเน็ตจับเอาความบังเอิญนี้มาสร้างเป็นมีม "It's gonna be May" ทุกวันที่ 30 เมษายน (วันก่อนเข้าเดือนพฤษภาคม) จนกลายเป็นประเพณีอินเทอร์เน็ตที่คนทั่วโลกเล่นกันทุกปี ทำให้เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่เคยฟัง NSYNC ก็ยังรู้จักเพลงนี้

เพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 และเป็นเพลงเดียวของ NSYNC ที่ทำได้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญก่อนที่ Justin Timberlake จะแยกออกมาเป็นศิลปินเดี่ยวระดับซูเปอร์สตาร์ในอีกไม่กี่ปีต่อมา

ทำไมยังโดนใจคนยุคนี้

แม้จะผ่านมากว่าสองทศวรรษ แต่ข้อความของเพลงยังร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด เพราะเรื่องของการคบคนผิดซ้ำๆ การให้โอกาสคนที่ไม่คู่ควร และการมีใครสักคนที่รออยู่อย่างเงียบๆ เป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยล้าสมัย เมโลดี้ป๊อปที่ติดหูแบบ Max Martin ก็ยังถือเป็นต้นแบบของเพลงฮิตทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้ และด้วยพลังของมีม "It's gonna be May" เพลงนี้จึงกลับมาเป็นไวรัลใหม่ทุกปี ทำให้มันไม่มีวันถูกลืมจริงๆ


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรี

📚 ติดตามเรื่องราว

🌍 เยือนสถานที่

🎸 สัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามเพิ่มเติม:

Tags
00s