SONGFABLE · 1972

Highway Star

DEEP PURPLE · 1972

Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

Highway Star - Deep Purple (1972)

เพลงเปิดอัลบั้ม Machine Head ที่ถือกำเนิดบนรถบัสทัวร์ระหว่างทางไปแสดงในอังกฤษ — เพลงที่ไม่ได้พูดถึงรถยนต์เท่านั้น แต่พูดถึงความเร็ว เสรีภาพ และการเป็นเจ้าของบางสิ่งบางอย่างอย่างเต็มตัวในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน เมื่อ Ritchie Blackmore ดีดกีตาร์รัวเป็นชั้น ๆ ขณะที่ Jon Lord ลากออร์แกน Hammond ไล่เคียงกัน "Highway Star" จึงไม่ใช่เพียงเพลงร็อกหนึ่งเพลง แต่เป็นพิมพ์เขียวของ speed metal และเป็นบทประพันธ์ที่นักดนตรีรุ่นหลังนับล้านใช้เป็นบทเรียนวิชาความเร็วและความเที่ยงตรง

Hook

ในเช้าหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน 1971 บนรถบัสที่เคลื่อนตัวไปยัง Portsmouth ประเทศอังกฤษ นักข่าวคนหนึ่งถามวง Deep Purple ว่าพวกเขาแต่งเพลงกันอย่างไร Ritchie Blackmore หยิบกีตาร์ที่ไม่ได้เสียบแอมป์ขึ้นมา เริ่มดีดคอร์ดเดียวซ้ำ ๆ แล้วบอกว่า "ก็แบบนี้แหละ" Ian Gillan ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็เริ่มฮัมเมโลดี้ตอบ และในชั่วไม่กี่นาทีนั้น โครงร่างของเพลงที่กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในบทเปิดอัลบั้มร็อกที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ถือกำเนิดขึ้น

เรื่องเล่านี้อาจฟังดูเหมือนตำนานที่ขัดเกลามาเกินจริง แต่สมาชิกวงทั้งห้าคน — Blackmore, Gillan, Roger Glover, Jon Lord และ Ian Paice — ต่างยืนยันตรงกันในบทสัมภาษณ์หลายสิบครั้งตลอดห้าทศวรรษว่า "Highway Star" เกิดขึ้นจริงในเวลานั้น ในบริบทนั้น และด้วยความบังเอิญแบบนั้น สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ตัวเรื่องเล่า แต่คือสิ่งที่ตามมา — เพราะภายในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ที่โรงแรม Grand Hotel ในเมือง Montreux ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพลงนี้จะถูกบันทึกเสียงบนเครื่องบันทึก mobile ของ Rolling Stones กลายเป็น opening track ของอัลบั้มที่นิตยสาร Rolling Stone จะจัดให้อยู่ในรายชื่ออัลบั้มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

Background

ปี 1972 ในประวัติศาสตร์ดนตรีร็อกคือปีของจุดเปลี่ยน Black Sabbath เพิ่งปล่อย Master of Reality ในปีก่อนหน้า Led Zeppelin กำลังจะปล่อย Houses of the Holy และวงดนตรีจากเมือง Hertford ในอังกฤษอย่าง Deep Purple ก็กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของฮาร์ดร็อกอังกฤษ — สามเสาที่นักประวัติศาสตร์ดนตรีจะเรียกในภายหลังว่า "The Unholy Trinity" ของวงการ heavy music

แต่ Deep Purple ในเวอร์ชัน Mark II ที่บันทึก Machine Head นั้นแตกต่างจากเพื่อนร่วมยุคอย่างมีนัยสำคัญ พวกเขามีรากเหง้ามาจากดนตรีคลาสสิก Jon Lord ผู้เล่นออร์แกน Hammond C3 ผ่านแอมป์ Marshall เคยศึกษาเปียโนคลาสสิกอย่างจริงจัง และในปี 1969 ได้แต่ง Concerto for Group and Orchestra ร่วมกับ Royal Philharmonic Orchestra ขณะที่ Ritchie Blackmore ก็หลงใหลในดนตรียุค Baroque โดยเฉพาะ Johann Sebastian Bach ความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงของร็อกกับโครงสร้างของคลาสสิกจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญในงานของพวกเขา แต่เป็นปรัชญา

การบันทึก Machine Head เป็นเหตุการณ์ที่ตำนานในตัวมันเอง วงเดินทางไปยัง Montreux โดยตั้งใจจะใช้คาสิโนเป็นสตูดิโอ แต่ในคืนก่อนหน้านั้น ระหว่างคอนเสิร์ตของ Frank Zappa & The Mothers of Invention มีคนยิงปืน flare ขึ้นเพดาน ทำให้คาสิโนทั้งหลังถูกไฟไหม้ — เหตุการณ์ที่ Roger Glover จะนำมาเขียนเป็นเพลง "Smoke on the Water" ในอัลบั้มเดียวกัน วงต้องย้ายไปบันทึกที่ Grand Hotel ที่ปิดในฤดูหนาว ใช้ทางเดินเป็น live room ใช้ห้องนอนเป็นห้องเก็บกลอง และอาศัย Rolling Stones Mobile Studio ที่จอดอยู่ข้างนอก

ในบริบทแห่งความวุ่นวายและความบังเอิญนั้น "Highway Star" ถูกบันทึก โครงสร้างของเพลงนั้นเรียบง่ายอย่างน่าตกใจ — ทำนองอยู่บนคอร์ด D ตลอดเกือบทั้งเพลง โดยมีการเปลี่ยน harmony เพียงเล็กน้อยใน chorus แต่ความเรียบง่ายของ harmony นั้นเปิดพื้นที่ให้กับสิ่งที่ทำให้เพลงนี้กลายเป็นตำนาน — solo สองชิ้นที่ Lord และ Blackmore แสดงไว้

Solo ของ Jon Lord ที่ใช้ออร์แกน Hammond ปั่นผ่าน distortion ของแอมป์ Marshall เป็นการอ้างอิงโดยตรงไปยัง Concerto No. 4 ของ Bach โครงสร้าง arpeggio ที่ไล่ขึ้นลงนั้นมีรากมาจากดนตรีบาโรกอย่างชัดเจน ขณะที่ solo ของ Blackmore ที่ตามมาก็ใช้ harmonic minor scale ในแบบที่นักวิจารณ์เรียกในภายหลังว่า "neo-classical" — สำเนียงที่จะกลายเป็นพิมพ์เขียวให้กับ Yngwie Malmsteen, Randy Rhoads และนักกีตาร์ speed metal นับร้อยในทศวรรษถัดมา

Real meaning (hidden story)

ผิวเผินแล้ว เพลงนี้คือเพลงรักของผู้ชายที่หลงใหลในรถยนต์ ในผู้หญิง และในยาเสพติด — สามสิ่งที่เขาประกาศว่าจะไม่มีใครพรากไปจากเขาได้ มันคือ macho rock บริสุทธิ์ในรูปแบบที่ยุค 70s เข้าใจดีที่สุด

แต่ถ้าฟังให้ลึกขึ้น "Highway Star" คือเพลงเกี่ยวกับ ownership — เกี่ยวกับความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ ในยุคที่อังกฤษกำลังจมอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจ ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง ที่การประท้วงของแรงงานเหมืองถ่านหินกำลังจะทำให้ประเทศต้องบังคับใช้ three-day work week ในปลายปี 1973 และที่ความฝันแบบ post-war prosperity กำลังเริ่มแตกสลาย

Ian Gillan ในวัยยี่สิบหกปี เขียนเนื้อร้องของเพลงนี้ในฐานะตัวแทนของชนชั้นทำงานที่เพิ่งได้สัมผัสกับเสรีภาพรูปแบบใหม่ — เสรีภาพที่มาจากรถยนต์ส่วนตัว เสรีภาพที่มาจากเสียงดนตรีดัง ๆ จากเครื่องเล่นแผ่นเสียง เสรีภาพที่มาจากการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ตัวละครในเพลงไม่ใช่นักแข่งรถมืออาชีพ ไม่ใช่ดารา เขาคือคนธรรมดาที่ครอบครองรถ ครอบครองความเร็ว ครอบครองตัวตน ในยุคที่การครอบครองสิ่งเหล่านี้คือคำสัญญาที่ใหญ่ที่สุดของวัฒนธรรมตะวันตก

มีอีกชั้นหนึ่งที่ลึกกว่านั้น — ชั้นของการเปรียบเทียบระหว่างเครื่องจักรกับร่างกายมนุษย์ การที่ Gillan ร้องถึงรถของเขาในแบบเดียวกับที่ร้องถึงคู่รักของเขา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญทางวรรณกรรม มันสะท้อนยุคที่เริ่มต้นจาก Italian Futurism ในต้นศตวรรษที่ 20 — ยุคที่ Filippo Marinetti ประกาศใน Manifesto del Futurismo (1909) ว่ารถแข่งที่วิ่งเร็วงดงามกว่าประติมากรรม Nike of Samothrace ความหลงใหลในความเร็วในฐานะคุณค่าทางสุนทรียะ เป็นแนวคิดที่ Deep Purple ดูดซับโดยไม่รู้ตัว และส่งต่อให้ผู้ฟังนับล้าน

ในเชิงดนตรี ความเร็วของเพลงก็มีนัยสำคัญ — บีต 16th note ที่ Ian Paice ตีกลองอย่างไม่ลดละเป็นเวลาเกือบหกนาที, การเปลี่ยน chord อย่างรวดเร็วใน chorus, และโดยเฉพาะ solo ของ Blackmore ที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ "ความเร็ว" ในกีตาร์ร็อก ทั้งหมดนี้คือการแสดงออกทางดนตรีของแนวคิดเดียวกัน — ความเร็วในฐานะอิสรภาพ ความเร็วในฐานะตัวตน ความเร็วในฐานะความเป็นเลิศ

Cultural context สำหรับผู้ฟังชาวไทย

เมื่อ "Highway Star" เดินทางมาถึงประเทศไทยในกลางทศวรรษ 1970 มันเข้ามาในยุคที่วัฒนธรรมร็อกของไทยกำลังก่อรูป Carabao (คาราบาว) ยังไม่ก่อตั้ง (พวกเขาจะเริ่มในปี 1981) และวงดนตรีเพื่อชีวิตที่จะนิยามวัฒนธรรมการฟังของคนรุ่นนั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ Deep Purple — เช่นเดียวกับ Led Zeppelin และ Black Sabbath — มาถึงผ่านแผ่นเสียงที่นำเข้าโดยร้านที่จตุจักร (Chatuchak vinyl) และผ่านวิทยุที่นักจัดรายการชาวไทยจำนวนหนึ่งกล้าเปิดเพลงต่างประเทศแบบไม่ประนีประนอม

ความเชื่อมโยงระหว่าง "Highway Star" กับวัฒนธรรม phleng phuea chiwit (เพลงเพื่อชีวิต) ของไทยอาจฟังดูห่างไกล แต่ในความเป็นจริงมีจุดร่วมที่น่าสนใจ ทั้งสองรูปแบบเป็นดนตรีที่เกิดจากความรู้สึกของการต้องการมีเสียงในโลกที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อคนธรรมดา ทั้งสองรูปแบบใช้ดนตรีเป็นยานพาหนะสำหรับเสรีภาพ — แม้ว่าเสรีภาพในเพลงของ Carabao จะเป็นเสรีภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ ขณะที่เสรีภาพของ Deep Purple จะเป็นเสรีภาพแบบ existential ของวัยรุ่นในยุคทุนนิยมเฟื่องฟู

Bodyslam วงร็อกไทยที่ก่อตั้งในปลายทศวรรษ 1990 และกลายเป็นหนึ่งในวงที่ขายตั๋วได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย ได้รับอิทธิพลจากทำนองโครงสร้างเพลงของวงร็อกอังกฤษยุค 70s อย่าง Deep Purple อย่างชัดเจน การที่ตูน Atiwara สามารถยืนกลางเวทีในสนามกีฬาขนาด 60,000 คนแล้วถือไมโครโฟนนำคนทั้งสนามให้ร้องตามได้ คือมรดกของรูปแบบการแสดงที่ Deep Purple และวงร่วมยุคได้นิยามไว้

Modern Dog วงร็อกไทยที่นิยามตัวเองในยุค 90s ก็มีร่องรอยของ Deep Purple ในการใช้คีย์บอร์ดเป็นเครื่องดนตรีที่เด่นไม่แพ้กีตาร์ — สิ่งที่ Jon Lord ทำให้กลายเป็นไปได้ในวัฒนธรรมร็อก

ในย่าน RCA และซอย Sukhumvit 11 ของกรุงเทพฯ ในช่วงปี 2000s มีบาร์ดนตรีสดหลายแห่งที่ "Highway Star" คือเพลงประจำคืน Saxophone Pub Bangkok ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ — บาร์ดนตรีสดที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1987 — เป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักดนตรีไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้เรียนรู้การ jam, การ improvise, และการแสดงสด ๆ ผ่านเพลง standard ของยุค 70s ที่รวมถึง Deep Purple การที่นักดนตรีหนุ่มเดินขึ้นเวทีในคืนวันพุธ jam session แล้วเล่น solo ตาม "Highway Star" ได้อย่างเที่ยงตรง คือ rite of passage ทางดนตรีที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ

ตลาดนัดจตุจักร โดยเฉพาะโซน 26 ที่ขายแผ่นเสียงมือสอง เป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่นักสะสมรุ่นใหม่ของไทยได้สัมผัสกับ Machine Head original UK pressing แผ่นปกขาวที่มี die-cut บนปก gatefold — ปกที่ออกแบบโดย Roger Glover เอง — กลายเป็นวัตถุแห่งความหลงใหลของนักสะสมไทยที่พยายามตามหาเวอร์ชันที่ใกล้กับสิ่งที่นักดนตรีรุ่นเดียวกันในอังกฤษได้ฟังในปี 1972

Why it resonates today

ในยุคที่ playlist algorithm พยายามเล่าให้เราเชื่อว่าเพลงที่ฮิตคือเพลงที่สั้น ที่มี hook ภายใน 15 วินาที และที่ออกแบบมาเพื่อรองรับช่วงความสนใจที่สั้นลง "Highway Star" ยังคงยืนอยู่ในฐานะข้อโต้แย้งที่หนักแน่น — ข้อโต้แย้งว่าผู้ฟังพร้อมที่จะให้เวลากับเพลงที่ใช้เวลาในการคลี่ตัวเอง ที่ใช้เวลาเกือบสองนาทีก่อนจะเข้าถึง chorus และที่ใช้เวลาอีกหลายนาทีในการให้ solo ของออร์แกนและกีตาร์ได้พัฒนาความคิดของตัวเอง

มีบางอย่างเกี่ยวกับเพลงนี้ที่สื่อสารกับคนยุค 2020s ในแบบที่อาจจะลึกซึ้งกว่าที่คนยุค 1970s รับรู้ ในยุคที่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย — ไม่ได้เป็นเจ้าของบ้าน ไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูลของตัวเอง ไม่ได้เป็นเจ้าของแม้แต่เพลงที่เขาฟัง (เขาเช่าจาก Spotify) — เพลงที่ประกาศว่า "นี่คือรถของฉัน นี่คือคู่รักของฉัน นี่คือชีวิตของฉัน" จึงมีความรู้สึกที่ทั้งหวนคิดถึงและท้าทายในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีคุณค่าทางเทคนิคที่ทำให้เพลงนี้กลายเป็นบทเรียนสำหรับนักดนตรีรุ่นใหม่ บน YouTube มีวิดีโอนับพันที่นักกีตาร์ ทั้งมือใหม่และมืออาชีพ พยายามถอด solo ของ Blackmore note-by-note การที่เพลงสามารถสร้างชุมชนของผู้ที่พยายามเรียนรู้มันต่อไปได้ในวงจรห้าทศวรรษ คือเครื่องพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่แค่ product of its time แต่เป็น living document — เอกสารที่ยังคงสร้างความรู้และความเชื่อมต่อในชุมชนนักดนตรีระดับโลก

ความสัมพันธ์ระหว่าง classical music กับ rock ที่ Lord และ Blackmore ก่อตั้งใน "Highway Star" ก็ยังคงสะท้อนในวงร่วมสมัย Polyphia, Animals as Leaders, และวง progressive metal ที่ยังคงใช้ harmonic vocabulary แบบ Bach ปนกับ aggressive rhythm ก็ยังเดินตามรอยที่เพลงนี้วางไว้

ในบริบทไทย เมื่อนักเรียนดนตรีในกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่หยิบกีตาร์ขึ้นมาแล้วพยายามเล่น solo ของ "Highway Star" เขากำลังเข้าร่วมพิธีกรรมที่ข้ามวัฒนธรรมและข้ามเวลา — พิธีกรรมที่นักดนตรีในลอนดอน, โตเกียว, เซาเปาโล และนิวยอร์กต่างเคยผ่านมาก่อน เพลงไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน แต่มันสร้างพื้นที่ที่ผู้คนจากภาษาต่าง ๆ สามารถพบกันได้

วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดำดิ่งในเสียงเพลง

Machine Head (Deep Purple) อัลบั้มต้นฉบับที่บรรจุ "Highway Star" เริ่มต้น — ฟังทั้งอัลบั้มเพื่อเข้าใจบริบทของวงในช่วงพีคที่สุด รวมถึง "Smoke on the Water" และ "Space Truckin'" → ค้นหา

Made in Japan (Deep Purple) อัลบั้มแสดงสดที่บันทึกในปี 1972 ที่ Osaka และ Tokyo เวอร์ชัน live ของ "Highway Star" ที่นี่ยาวกว่า 6 นาที และแสดงให้เห็นถึงพลังของวงในการแสดงสดอย่างเต็มที่ → ค้นหา

Burn (Deep Purple) อัลบั้มยุค Mark III ที่ David Coverdale มาแทน Ian Gillan ฟังเพื่อเห็นว่า DNA ของ "Highway Star" ส่งต่อสู่ generation ใหม่ของวงอย่างไร → ค้นหา

📚 ตามรอยเรื่องราว

Smoke on the Water: The Deep Purple Story (Dave Thompson) ประวัติศาสตร์ที่ละเอียดที่สุดของวง รวมถึงเรื่องราวการบันทึก Machine Head ที่ Montreux และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนภายในวง → ค้นหา

Black Knight: Ritchie Blackmore (Jerry Bloom) ชีวประวัติของ Ritchie Blackmore นักกีตาร์ผู้ออกแบบ solo ที่กลายเป็นพิมพ์เขียวของ neo-classical metal → ค้นหา

Classic Rock Magazine: Deep Purple Special นิตยสารฉบับพิเศษที่รวมบทสัมภาษณ์เก่า บทวิเคราะห์ และภาพถ่ายหายาก → ค้นหา

🌍 ไปเยือนสถานที่เกี่ยวข้อง

Montreux, Switzerland เมืองริมทะเลสาบ Geneva ที่บันทึก Machine Head — Montreux Casino ที่ถูกไฟไหม้ตอนนี้ถูกสร้างใหม่ และมีรูปปั้น "Smoke on the Water" ริมทะเลสาบเพื่อรำลึก → ค้นหาทริป

Saxophone Pub Bangkok บาร์ดนตรีสดในตำนานของกรุงเทพฯ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ — สถานที่ที่นักดนตรีไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าเรียนรู้การเล่นเพลงคลาสสิกของยุค 70s รวมถึง Deep Purple → ค้นหา

ตลาดนัดจตุจักร โซนแผ่นเสียง (Chatuchak Vinyl) จุดศูนย์กลางของวัฒนธรรมแผ่นเสียงในกรุงเทพฯ — หาแผ่น Machine Head original pressing และเชื่อมโยงกับ community นักสะสม → ค้นหา

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง

กีตาร์ไฟฟ้า Stratocaster style กีตาร์รุ่นที่ Ritchie Blackmore ใช้ — สำหรับมือใหม่ที่ต้องการลองเล่น solo ของ "Highway Star" ด้วยตัวเอง → ค้นหา

Hammond Organ emulator pedal เครื่องดนตรีที่ Jon Lord ใช้คือ Hammond C3 — pedal emulator สมัยใหม่ช่วยให้คุณได้สัมผัสเสียงนั้นในราคาที่จับต้องได้ → ค้นหา

Tab book: Deep Purple Highway Star guitar tab หนังสือสำหรับเรียน solo ทีละ note — เครื่องมือสำคัญสำหรับนักกีตาร์ที่ต้องการถอดบทเรียนจากเพลงนี้ → ค้นหา


🎵 Listen on all platforms

🤖 คำถามต่อยอด:

  1. ถ้า Jon Lord ไม่ได้นำพื้นฐานคลาสสิกบาโรกเข้ามาใน Deep Purple ภูมิทัศน์ของ neo-classical metal ในยุค 80s จะแตกต่างไปอย่างไร?
  2. ทำไม "ความเร็ว" ในดนตรีจึงกลายเป็นคุณค่าทางสุนทรียะที่ข้ามวัฒนธรรม — จาก Italian Futurism สู่ Deep Purple สู่ K-pop?
  3. ในยุคที่คนรุ่นใหม่ไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งของจริง ๆ อีกแล้ว เพลงที่ประกาศ "ownership" อย่างมั่นใจแบบ "Highway Star" จะมีบทบาททางวัฒนธรรมแบบไหนต่อไป?
Tags
70s