SONGFABLE · 1973

Higher Ground

STEVIE WONDER · 1973

Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

Higher Ground - Stevie Wonder (1973)

TL;DR: เพลงฟังก์สุดมันที่จริง ๆ แล้วพูดถึง "การเกิดใหม่" และโอกาสครั้งที่สอง และที่หลอนกว่านั้นคือ ไม่กี่วันหลังบันทึกเสร็จ Stevie Wonder ก็ประสบอุบัติเหตุรถยนต์เกือบเสียชีวิต ราวกับเพลงทำนายชะตาตัวเองไว้ล่วงหน้า

ความจริงที่หลายคนคาดไม่ถึง

หลายคนได้ยินจังหวะคลาวิเน็ต (clavinet) ที่บิดเสียงผ่านแป้นวาวา (wah-wah) ในเพลงนี้แล้วนึกว่าเป็นเพลงเต้นรำสนุก ๆ เฉย ๆ แต่ความจริงคือ "Higher Ground" เป็นเพลงเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิด การให้โอกาสตัวเองทำสิ่งที่ค้างคาไว้ให้ดีขึ้น และความเชื่อว่าชีวิตมีโอกาสครั้งใหม่เสมอ Stevie Wonder เขียนมันขึ้นในวันเดียว ราวกับมีบางอย่างเร่งเร้าให้รีบบันทึกออกมา และเรื่องราวที่ตามมาทำให้เพลงนี้ถูกพูดถึงในฐานะ "เพลงแห่งลางสังหรณ์"

เบื้องหลังและยุคสมัย

ปี 1973 คือช่วงที่ Stevie Wonder กำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของอาชีพ เขาเพิ่งต่อรองกับค่าย Motown จนได้สิทธิ์ควบคุมงานสร้างสรรค์ของตัวเองอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ศิลปินผิวสีในยุคนั้นแทบไม่เคยได้ "Higher Ground" อยู่ในอัลบั้ม Innervisions ที่ถือเป็นหนึ่งในผลงานยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ว่ากันว่าเขาเล่นเครื่องดนตรีแทบทุกชิ้นในเพลงนี้ด้วยตัวเอง ทั้งกลอง เบส และคลาวิเน็ต ใช้เวลาเขียนและอัดเสร็จในวันเดียว

จุดที่ทำให้ขนลุกคือ สามวันหลังออกอัลบั้ม รถที่ Stevie นั่งโดยสารชนกับท่อนซุงที่หล่นจากรถบรรทุก เขาบาดเจ็บสาหัส โคม่าอยู่หลายวัน เมื่อฟื้นขึ้นมา เขาเล่าในภายหลังว่าเพื่อนร้องเนื้อเพลง "Higher Ground" ให้ฟังข้างเตียง และเขาขยับนิ้วตามจังหวะ ราวกับเพลงดึงเขากลับมาจากความตาย สำหรับแฟนเพลงในเมืองไทยที่เติบโตมากับวงฟังก์-โซลอย่างที่ได้ยินในร้านแผ่นเสียงย่านสยามหรือคาเฟ่ดนตรีในเชียงใหม่ ลายเสียงคลาวิเน็ตของเพลงนี้คือต้นแบบของกรูฟที่ศิลปินรุ่นหลังนับไม่ถ้วนพยายามไล่ตาม

ถอดความหมายของเนื้อเพลง

เนื้อหาของเพลงพูดถึงการที่คนเราใช้ชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางคนทำดี บางคนทำชั่ว แต่ทุกคนล้วนได้โอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่ Stevie ใช้ภาพของการเกิดและตายวนเป็นวงจร เพื่อบอกว่าไม่ว่าเราจะเคยพลาดมาแค่ไหน ก็ยังมีหนทางไต่ขึ้นไปสู่ "พื้นที่ที่สูงกว่า" ทั้งในเชิงจิตวิญญาณและศีลธรรม

อีกชั้นหนึ่งคือการเตือนผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะนักการเมืองและคนที่หลอกลวงประชาชน ว่าเวลาของพวกเขากำลังจะหมดลง เพลงนี้จึงผสมความหวังส่วนตัวเข้ากับเสียงวิจารณ์สังคมยุคหลังสงครามเวียดนามและเรื่องอื้อฉาว Watergate ได้อย่างแนบเนียน โดยไม่ทำให้ฟังเหมือนคำเทศนา

บริบททางวัฒนธรรมและมรดก

"Higher Ground" ขึ้นชาร์ตติด Top 5 และกลายเป็นเพลงแม่บทของแนวฟังก์ เครื่องดนตรีอย่างคลาวิเน็ตที่ผ่านวาวาในเพลงนี้กลายเป็นเสียงสัญลักษณ์ของยุค 70s ที่ใคร ๆ ก็จำได้ ต่อมาในปี 1989 วง Red Hot Chili Peppers นำเพลงนี้ไปคัฟเวอร์ในเวอร์ชันร็อก-ฟังก์ที่ดุดัน ทำให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้รู้จักเพลงนี้อีกครั้ง และกลายเป็นหนึ่งในเพลงที่ทำให้วงนี้แจ้งเกิด

มรดกที่สำคัญที่สุดของเพลงคือการพิสูจน์ว่าดนตรีเต้นรำกับสารที่ลึกซึ้งอยู่ด้วยกันได้ คุณเต้นไปด้วย คิดเรื่องชีวิตและความตายไปด้วยได้ในเวลาเดียวกัน

ทำไมยังกินใจคนในวันนี้

เรื่องราวของชายที่เขียนเพลงเกี่ยวกับโอกาสครั้งที่สอง แล้วไม่กี่วันต่อมาตัวเองก็ได้รับโอกาสครั้งที่สองจริง ๆ จากเตียงโคม่า ยังคงเป็นเรื่องที่สะกดใจคนฟังไม่ว่าจะยุคไหน ในวันที่หลายคนรู้สึกว่าชีวิตติดอยู่กับความผิดพลาดเดิม ๆ เพลงนี้ยืนยันว่าเรายังลุกขึ้นไต่ขึ้นไปใหม่ได้เสมอ และพลังของกรูฟที่ยังคงสดใหม่หลังผ่านมากว่าห้าสิบปี ก็ทำให้มันไม่เคยตกยุค


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรี

อัลบั้ม Innervisions คือบริบทเต็มของเพลงนี้ ฟังทั้งแผ่นแล้วจะเข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นจุดสูงสุดของ Stevie

📚 ตามรอยเรื่องราว

อ่านชีวประวัติของ Stevie Wonder จะเห็นภาพเด็กตาบอดจากดีทรอยต์ที่กลายเป็นอัจฉริยะผู้ควบคุมงานทุกชิ้นเอง รวมถึงช่วงอุบัติเหตุที่เปลี่ยนชีวิต

🌍 ไปเยือนสถานที่

เมืองดีทรอยต์คือบ้านเกิดของ Motown และดนตรีโซล พิพิธภัณฑ์ Motown Museum (Hitsville U.S.A.) ยังเปิดให้เข้าชมห้องอัดที่สร้างตำนาน

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง

หัวใจของเสียงเพลงนี้คือคลาวิเน็ตผ่านแป้นวาวา ลองหามาเล่นแล้วจะเข้าใจว่ากรูฟมหัศจรรย์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามต่อได้เลย:

Tags
70s