SONGFABLE · 2015

Can't Feel My Face

THE WEEKND · 2015

Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

Can't Feel My Face - The Weeknd (2015)

TL;DR: เพลงป๊อปสุดสนุกที่ทำให้คนทั้งโลกเต้นตาม แต่จริงๆ แล้วมันคือเพลงรักที่ร้องให้กับโคเคน ไม่ใช่ผู้หญิง โดยเปรียบความสัมพันธ์ที่รู้ว่าทำลายตัวเองแต่ก็หยุดไม่ได้ ให้เป็นเหมือนยาเสพติด

ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังเสียงหัวเราะบนฟลอร์เต้นรำ

ลองนึกภาพคนทั้งคลับโยกตัวตามจังหวะ ร้องตามท่อนฮุกอย่างมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่ากำลังร้องเพลงรักให้กับ "ยา" คำว่า "รู้สึกหน้าชาไปหมด" (can't feel my face) ที่ฟังดูเหมือนคนกำลังเมารักหัวปักหัวปำ จริงๆ แล้วเป็นอาการทางกายภาพคลาสสิกของคนที่ใช้โคเคน ปากและใบหน้าจะชาไปหมด นี่คือความฉลาดแกมโกงของ The Weeknd เขาห่อหุ้มเรื่องมืดมนเอาไว้ในเปลือกป๊อปที่สดใสจนคนเผลอเต้นตามโดยไม่ทันคิด

เด็กหนุ่มจากโตรอนโตที่เคยหายตัวไปในความมืด

Abel Tesfaye หรือ The Weeknd เป็นลูกของผู้อพยพชาวเอธิโอเปียที่เติบโตในย่าน Scarborough เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ว่ากันว่าช่วงวัยรุ่นเขาเคยออกจากบ้านไปใช้ชีวิตที่สุดโต่ง ทั้งยาเสพติดและค่ำคืนที่ไม่จบสิ้น ซึ่งกลายมาเป็นวัตถุดิบของเพลงในยุคแรกๆ ของเขาที่มืดหม่นและดิบเถื่อน

"Can't Feel My Face" เป็นซิงเกิลจากอัลบั้ม Beauty Behind the Madness ที่เขาร่วมงานกับ Max Martin โปรดิวเซอร์ป๊อประดับตำนานชาวสวีเดน ผลลัพธ์คือเสียงที่หลายคนบอกว่าได้กลิ่นอายของ Michael Jackson อย่างชัดเจน นี่คือก้าวที่ The Weeknd ตัดสินใจเดินออกจากเงามืดของ mixtape ใต้ดินมาสู่แสงไฟเวทีใหญ่ สำหรับแฟนเพลงชาวไทยที่คุ้นเคยกับ The Weeknd จากเพลง "Blinding Lights" ที่ครองชาร์ตยาวนาน เพลงนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก และเป็นเพลงที่เปิดในผับทั่วกรุงเทพฯ มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ถอดรหัส: เพลงรักที่ปลายทางคือการทำลายตัวเอง

เมื่อฟังเผินๆ เนื้อเพลงเหมือนชายคนหนึ่งกำลังหลงรักใครสักคนหัวปักหัวปำ จนสติแตก แต่เมื่อมองให้ลึก สิ่งที่เขากำลังพูดถึงคือความสัมพันธ์กับสารเสพติดที่ทำให้เขาทั้งมีความสุขและพังพินาศไปพร้อมกัน เขายอมรับว่าสิ่งนี้ไม่ดีต่อตัวเอง รู้ทั้งรู้ว่ามันกำลังกัดกินเขาอยู่ แต่ก็ยังโหยหามันอยู่ดี

ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่คือการที่เขารักในสิ่งที่กำลังฆ่าเขาช้าๆ และยิ่งเขาเข้าใกล้มันมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นเท่านั้น แม้จะรู้ว่าปลายทางคือหายนะ นี่คือเหตุผลที่เพลงทรงพลัง มันไม่ได้สั่งสอนหรือประณาม แต่บอกเล่าความจริงของการเสพติดอย่างตรงไปตรงมาว่า มันคือความรักที่บิดเบี้ยว เป็นความสุขที่แลกมาด้วยตัวตน

เมื่อความมืดถูกห่อด้วยกระดาษสีสดใส

สิ่งที่ทำให้เพลงนี้เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม คือการที่มันขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 และกลายเป็นเพลงที่เปิดทุกที่ ตั้งแต่งานแต่งงานไปจนถึงโฆษณา ทั้งที่เนื้อหาว่าด้วยโคเคน นี่คือศิลปะของการ "ซ่อนความจริงในที่แจ้ง" ที่เพลงป๊อปยุคใหม่ทำได้เก่งมาก

มิวสิกวิดีโอก็เล่นกับธีมนี้อย่างชาญฉลาด มีฉากที่ The Weeknd ถูกไฟลุกท่วม ขณะเล่นในคลับ ซึ่งหลายคนตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเผาผลาญตัวเองจากภายใน เพลงนี้ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของยุคที่ R&B และป๊อปหลอมรวมกัน โดย The Weeknd กลายเป็นผู้นำของแนวเพลงที่เต็มไปด้วยความเซ็กซี่ มืดหม่น และเปราะบางในเวลาเดียวกัน

ทำไมเพลงนี้ยังสะกดใจคนฟังจนถึงวันนี้

กว่าสิบปีผ่านไป เพลงนี้ก็ยังไม่เก่า เพราะแก่นของมันพูดถึงสิ่งที่เป็นสากล นั่นคือการที่มนุษย์เรามักหลงรักสิ่งที่ไม่ดีต่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นยา ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ หรือนิสัยที่รู้ว่าควรเลิกแต่ก็เลิกไม่ได้ ใครก็ตามที่เคยติดอะไรบางอย่างจนถอนตัวไม่ขึ้น ย่อมเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ทันที

และที่สำคัญ มันยังเป็นเพลงที่สนุกอย่างปฏิเสธไม่ได้ ความขัดแย้งระหว่างเนื้อหาที่มืดมนกับทำนองที่ชวนเต้น คือเสน่ห์ที่ทำให้เราฟังซ้ำได้ไม่เบื่อ บางทีนั่นอาจเป็นบทเรียนที่ลึกที่สุดของเพลงก็ได้ ว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดมักมาในรูปแบบที่น่าหลงใหลที่สุด


วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดื่มด่ำกับเสียงดนตรี

📚 ตามรอยเรื่องราว

🌍 เยือนสถานที่จริง

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง


🎵 ฟังเพลงนี้

🤖 ถามต่อได้เลย:

Tags
10s