SONGFABLE · 1975

Wish You Were Here

PINK FLOYD · 1975

Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

Wish You Were Here - Pink Floyd (1975)

เพลงรักที่ไม่ใช่เพลงรัก เป็นจดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนที่ยังมีชีวิตอยู่แต่หายไปจากตัวเอง Roger Waters และ David Gilmour เขียนถึง Syd Barrett ผู้ก่อตั้งวงที่จิตใจล่องลอยไปไกลจนกลับมาไม่ได้ เสียงกีตาร์อะคูสติกที่ดังจากวิทยุเก่าๆ ในเพลงนี้ คือเสียงของความรู้สึกผิด ความคิดถึง และคำถามว่า "เราเลือกอะไรไปแล้วบ้างในชีวิต?"

Hook

มีเพลงประเภทหนึ่งที่เมื่อฟังครั้งแรกอาจรู้สึกเฉยๆ แต่พอผ่านไปหลายปี กลับมาฟังอีกครั้งในวัยที่แตกต่าง มันกลับกระแทกใจจนพูดอะไรไม่ออก "Wish You Were Here" ของ Pink Floyd คือเพลงประเภทนั้น

ในวินาทีแรกของเพลง สิ่งที่ผู้ฟังได้ยินไม่ใช่เสียงเพลงโดยตรง แต่เป็นเสียงของวิทยุเก่าที่กำลังหมุนหาคลื่น ผ่านเสียงรบกวน เสียงพากย์ข่าว เสียงดนตรีคลาสสิกแว่วๆ จนกระทั่งมีเสียงกีตาร์อะคูสติกค่อยๆ ดังขึ้น ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังเล่นอยู่อีกห้องหนึ่ง ห่างออกไป ไกลออกไป ในมิติที่เอื้อมไม่ถึง

นั่นคือลายเซ็นของเพลงนี้ มันไม่ใช่เพลงที่ตะโกนใส่หน้าผู้ฟัง แต่เป็นเพลงที่กระซิบจากระยะไกล และระยะไกลนั้นเองคือธีมหลักของทั้งอัลบั้ม ระยะห่างระหว่างคนสองคนที่เคยอยู่ใกล้กันที่สุด ระยะห่างระหว่างความจริงกับภาพลวงตา ระยะห่างระหว่างตัวเราในวันนี้ กับตัวเราที่เราเคยฝันจะเป็น

ความรู้สึกแบบนี้ไม่ค่อยมีในดนตรีร็อก โดยทั่วไปร็อกคือดนตรีที่เสียงดัง รุกราน และตรงไปตรงมา แต่ Pink Floyd กลับเลือกใช้พื้นที่ของความเงียบ ใช้ช่องว่างระหว่างโน้ตเป็นเครื่องมือเล่าเรื่อง พวกเขาเข้าใจว่าบางอารมณ์ของมนุษย์ไม่สามารถพูดออกมาตรงๆ ได้ ต้องอ้อมผ่านอุปลักษณ์ ผ่านเสียงรบกวน ผ่านการที่กีตาร์ค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่า

Background

เพื่อจะเข้าใจ "Wish You Were Here" ต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของ Pink Floyd ราวปี 1965 ในกรุงลอนดอน วงเริ่มต้นจากกลุ่มนักศึกษาสถาปัตยกรรมที่หลงใหลในเสียงทดลอง และศูนย์กลางของวงในยุคแรกไม่ใช่ Roger Waters หรือ David Gilmour แต่เป็นชายหนุ่มชื่อ Syd Barrett

Syd คือผู้ก่อตั้งวง เป็นคนตั้งชื่อ Pink Floyd จากชื่อบลูส์แมนสองคน เป็นคนแต่งเพลงฮิตยุคแรกอย่าง "See Emily Play" และ "Arnold Layne" เขามีเสน่ห์แบบที่อธิบายไม่ได้ ผมหยิกฟู ดวงตาเป็นประกาย จินตนาการพลุ่งพล่านราวกับเด็กในร่างผู้ใหญ่ คนรอบข้างเรียกเขาว่าอัจฉริยะ และในบรรยากาศ Swinging London ปลายยุค 60 อัจฉริยะแบบ Syd Barrett คือสิ่งที่โลกกำลังต้องการ

แต่แล้วทุกอย่างก็พังลง LSD เข้ามาในชีวิตของเขามากเกินไป เร็วเกินไป บางคนบอกว่ามันคือยา บางคนบอกว่ามันคือโรคจิตที่แฝงอยู่แล้วและถูกกระตุ้นด้วยยา ไม่ว่าจะอย่างไร Syd เริ่มเปลี่ยนไป บนเวทีเขาบางครั้งยืนนิ่งไม่เล่นกีตาร์ จ้องไปที่ความว่างเปล่า บางครั้งเล่นโน้ตเดิมซ้ำไปซ้ำมาเป็นชั่วโมง บางครั้งร้องเนื้อเพลงที่ไม่มีใครเคยได้ยิน

ปี 1968 วงต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต พวกเขาเชิญ David Gilmour เพื่อนเก่าสมัยเรียนเข้ามาเสริม ตั้งใจให้เป็นวงห้าคน แต่สถานการณ์ของ Syd แย่ลงเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง เมื่อมีคนถามว่า "วันนี้จะไปรับ Syd ไหม?" คำตอบคือ "ไม่ต้อง" และนั่นคือจุดสิ้นสุดของ Syd Barrett ในฐานะสมาชิก Pink Floyd

เจ็ดปีผ่านไป Pink Floyd กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกจาก "The Dark Side of the Moon" (1973) อัลบั้มที่อยู่บนชาร์ต Billboard นานกว่าอัลบั้มใดในประวัติศาสตร์ พวกเขามีเงิน มีชื่อเสียง มีทุกอย่างที่นักดนตรีในวัยยี่สิบกว่าๆ จะมีได้ แต่กลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด

ในห้องอัดเสียง Abbey Road เดือนมิถุนายน 1975 ระหว่างกำลังบันทึกอัลบั้มใหม่ที่จะกลายเป็น "Wish You Were Here" มีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่สมาชิกวงพูดถึงไปตลอดชีวิต

ชายอ้วนคนหนึ่งโกนผมและคิ้วทั้งหมด สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ถือถุงพลาสติก เดินเข้ามาในสตูดิโอ ไม่มีใครจำเขาได้ในตอนแรก จนกระทั่ง Richard Wright นักคีย์บอร์ดของวงตระหนักว่าชายคนนั้นคือ Syd Barrett มีเรื่องเล่าว่า Roger Waters ร้องไห้เมื่อจำเขาได้ และที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือ พวกเขากำลังอัดเพลงที่เขียนเกี่ยวกับ Syd อยู่พอดี

"Shine On You Crazy Diamond" และ "Wish You Were Here" คือบทเพลงไว้อาลัยให้เพื่อนที่ยังไม่ตาย ไว้อาลัยให้คนที่หายไปทั้งที่ร่างกายยังอยู่ตรงหน้า Syd มาเยี่ยมวันนั้นไม่กี่ชั่วโมง พูดคุยเพียงเล็กน้อย แล้วก็จากไป ไม่มีใครในวงได้พบเขาอีกเลยจนเขาเสียชีวิตในปี 2006

Real meaning

เนื้อหาของเพลงเริ่มต้นด้วยคำถามชุดหนึ่งที่ผู้แต่งโยนใส่ผู้ฟัง คำถามเหล่านี้ดูเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เป็นการถามว่า "เธอแยกแยะออกไหม ระหว่างสิ่งที่จริงกับสิ่งที่หลอก?" เป็นการถามถึงความสามารถในการมองเห็นความแตกต่างระหว่างสวรรค์กับนรก ระหว่างท้องฟ้าสีฟ้ากับความเจ็บปวด ระหว่างรอยยิ้มกับม่านบังตา

นี่ไม่ใช่คำถามเชิงปรัชญาแบบลอยๆ มันคือคำถามที่ Roger Waters ถามตัวเองมากกว่าจะถามใคร เพราะในปี 1975 Pink Floyd กำลังอยู่ในจุดที่อันตรายที่สุดในชีวิต ความสำเร็จล้นเหลือทำให้พวกเขาเริ่มแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองรัก กับอะไรคืออุตสาหกรรมที่กำลังกลืนพวกเขา

เพลงพูดถึงการแลกเปลี่ยน การที่คนเราต้องยอมขายอะไรบางอย่างไปเพื่อให้ได้สิ่งอื่นมา แลกฮีโร่กับผี แลกต้นไม้ใหญ่กับลมร้อน แลกการแสดงในระบบกับบทบาทหลักในกรงสงคราม ทุกบรรทัดคือการตั้งคำถามว่าผู้ฟัง หรือจริงๆ คือผู้แต่ง ได้ยอมแลกอะไรไปแล้วบ้างในชีวิต

แล้วท่อนสุดท้ายก็มาถึง ท่อนที่หลายคนจำได้ขึ้นใจ เป็นการบอกว่าอยากให้คุณอยู่ที่นี่ บอกว่าเราคือวิญญาณสองดวงที่ลอยอยู่ในตู้ปลาเดียวกัน ปีแล้วปีเล่า วิ่งหนีจากที่เดิมไปสู่ที่เดิม คำถามคือ เราเจออะไรกันบ้าง? ความกลัวเดิมๆ หรือเปล่า?

ภาพของปลาในตู้แก้วใสนั้นทรงพลังมาก เราเห็นกันและกัน เราอยู่ใกล้กัน แต่เราว่ายอยู่คนละทาง เราถูกขังในกรอบเดียวกัน วนซ้ำในวงจรเดียวกัน และไม่สามารถสัมผัสกันได้จริงๆ นี่คือความรู้สึกที่สมาชิก Pink Floyd มีต่อ Syd Barrett เพื่อนของพวกเขาอยู่ตรงนั้น มีตัวตน มีร่างกาย แต่ตัวตนที่แท้จริงล่องลอยไปไกลแล้ว ไปสู่มิติที่พวกเขาไม่อาจตามไปได้

แต่เพลงนี้ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องของ Syd มันเป็นเพลงเกี่ยวกับความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิต เกี่ยวกับการที่บางคนในกลุ่มเพื่อนเดินทางไปไกล ในขณะที่อีกคนตกอยู่ที่เดิม เป็นเพลงเกี่ยวกับการที่ความสำเร็จในโลกธุรกิจดนตรีอาจเรียกร้องให้คุณยอมแลกความบริสุทธิ์บางอย่างไป และคำถามที่เจ็บปวดที่สุดคือ ถ้า Pink Floyd ที่กำลังร้องเพลงนี้กลับเป็นฝ่ายที่ "เปลี่ยน" และ Syd ที่นั่งเงียบๆ ในบ้านแม่กลับเป็นฝ่ายที่ "เป็นตัวเอง" ใครกันแน่ที่หายไป?

David Gilmour เคยพูดในบทสัมภาษณ์ว่าตอนเล่นโซโลกีตาร์ของเพลงนี้ เขาคิดถึง Syd ตลอดเวลา และพยายามให้กีตาร์ของตัวเองพูดสิ่งที่คำพูดธรรมดาพูดไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่โซโลในเพลงนี้รู้สึกเหมือนคำพูดมากกว่าโน้ตดนตรี มันคือเสียงร้องไห้ที่ไม่มีคำ คือเสียงเรียกหาเพื่อนผ่านสายโลหะหกเส้น

Cultural context สำหรับผู้อ่านไทย

สำหรับคนไทย เพลงนี้อาจไม่ได้มาถึงในกระแสหลักของยุค 70 ในแบบเดียวกับที่ฝั่งตะวันตกได้รับ แต่อิทธิพลของ Pink Floyd แทรกซึมเข้ามาในวัฒนธรรมดนตรีไทยผ่านหลายช่องทาง และเมื่อเปรียบเทียบกับบริบทไทย "Wish You Were Here" มีคู่ขนานที่น่าสนใจ

เพลงเพื่อชีวิตของไทย โดยเฉพาะงานของคาราบาว (Carabao) ในยุค 80 ก็ทำสิ่งคล้ายกัน คือใช้กีตาร์อะคูสติกเป็นแกนหลักเพื่อพูดถึงเรื่องที่หนักหน่วง คาราบาวพูดถึงชาวนา คนยากจน ความเหลื่อมล้ำ Pink Floyd พูดถึงความว่างเปล่าในความสำเร็จ การหายไปของเพื่อน ความรู้สึกผิดของผู้ที่รอดมาได้ ต่างกันที่บริบทสังคม แต่เหมือนกันที่ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือสะท้อนสิ่งที่คำพูดธรรมดาบรรยายไม่ได้ แนวเพลงเพื่อชีวิต (phleng phuea chiwit) คือบทเรียนว่าดนตรีไม่จำเป็นต้องสนุกเพียงอย่างเดียว มันสามารถเป็นบันทึกของสังคมในช่วงเวลาหนึ่งได้ และในแง่นั้น "Wish You Were Here" ก็คือเพลงเพื่อชีวิตในแบบของมันเอง เพียงแต่ชีวิตที่มันพูดถึงคือชีวิตภายในของศิลปินตะวันตกที่กำลังตั้งคำถามกับระบบที่เลี้ยงพวกเขา

ในยุคต่อมา วงอย่าง Bodyslam สืบทอดจิตวิญญาณของการเขียนเพลงที่ลึกซึ้งและเป็นส่วนตัว เพลงของ Bodyslam หลายเพลงพูดถึงการสูญเสีย การคิดถึง ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้กับคนที่เคยอยู่ใกล้ คล้ายกับสิ่งที่ "Wish You Were Here" ทำในระดับสากล วง Modern Dog ก็เช่นกัน งานยุคแรกของพวกเขามีกลิ่นของการทดลอง ของบรรยากาศ ของความเศร้าที่ไม่อยากชี้แจง คล้าย Pink Floyd ในแบบไทยๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในซับวัฒนธรรมของนักศึกษาในยุค 90 Modern Dog เคยพูดว่าได้แรงบันดาลใจจากวงร็อกอังกฤษหลายวง และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้ยินผู้ฟังเก่าๆ ของวงพูดถึง Pink Floyd ในรายชื่อเพลงโปรดของตัวเอง

สถานที่ที่คอเพลงไทยจะเข้าใจ "Wish You Were Here" ได้ดีที่สุดอาจเป็น Saxophone Pub กลางกรุงเทพ ใต้สถานีรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์ชัย ที่นั่นมีวงดนตรีคัฟเวอร์เพลงแจ๊สและร็อกคลาสสิกแสดงทุกคืน และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้ยินคนเล่นเพลงนี้ในคืนวันธรรมดา ผู้ชมที่ฟังมักเงียบกว่าปกติ คล้ายกับเพลงนี้ดึงคนกลับเข้ามาในตัวเอง บรรยากาศของผับเก่าๆ ที่แสงสลัว ควันบุหรี่ลอย และเสียงกีตาร์อะคูสติกค่อยๆ ดังจากเวที คือบริบทที่เหมาะที่สุดสำหรับการได้ยินเพลงนี้สดๆ

อีกที่หนึ่งที่ควรไปคือตลาดจตุจักร (Chatuchak) ในร้านขายแผ่นเสียงเก่าที่กระจายอยู่ในโซนต่างๆ แผ่นไวนิลของ Pink Floyd เป็นของหายากในไทย โดยเฉพาะรุ่น original press จากปี 1975 พร้อมปกห่อพลาสติกดำที่ออกแบบโดย Storm Thorgerson แห่ง Hipgnosis ปกอัลบั้มนี้เองก็เป็นงานศิลปะ ภาพชายสองคนจับมือกัน คนหนึ่งกำลังลุกไหม้ เป็นภาพที่ถ่ายจริงโดยใช้สตันต์แมนชื่อ Ronnie Rondell ความหมายของภาพคือเรื่องของการ "ถูกเผา" ในวงการบันเทิง การที่คนในอุตสาหกรรมนี้พร้อมจะจับมือกันแม้อีกฝ่ายกำลังถูกทำลายอยู่ นักสะสมในไทยรู้ว่าจตุจักรคือสถานที่ที่อาจค้นพบสมบัติเล็กๆ ในรูปของแผ่นเสียงเก่าที่เจ้าของเดิมไม่รู้คุณค่า

Why it resonates today

ผ่านมาเกือบห้าสิบปี เพลงนี้กลับมีความหมายมากขึ้นทุกปี อาจเพราะโลกของเรากำลังเดินเข้าสู่สิ่งที่ Roger Waters เคยกลัว

ในยุคโซเชียลมีเดีย คำถามที่เพลงตั้งไว้กลายเป็นคำถามรายวัน เราแยกแยะออกไหมระหว่างความจริงกับภาพลวง? ระหว่างมิตรภาพจริงกับ "การติดตาม" ในแอป? ระหว่างชีวิตที่อยากใช้กับชีวิตที่ถูกอัลกอริทึมออกแบบให้ใช้? ภาพปลาในตู้ที่ Waters เขียนถึง กลายเป็นคำพยากรณ์ที่แม่นยำเกินไปสำหรับโลกที่เราทุกคนถูกขังในบับเบิลของฟีดของตัวเอง เราเห็นเพื่อนเก่าโพสต์ทุกวัน เราเห็นภาพเด็กของพวกเขาโต เราเห็นข่าวการแต่งงานและงานศพ แต่เราไม่ได้เจอกัน ไม่ได้พูดคุย ไม่ได้สัมผัส เรากลายเป็นปลาที่อยู่ในตู้เดียวกันอย่างที่ Roger Waters เคยจินตนาการไว้

ในระดับส่วนตัว เพลงนี้ทำงานในอีกระดับเมื่อคนฟังอายุมากขึ้น เพื่อนที่เคยใช้เวลาด้วยกันทุกวันค่อยๆ ห่างไป ไม่ใช่เพราะทะเลาะกัน แต่เพราะชีวิตพัดพากันไปคนละทาง บางคนแต่งงาน บางคนย้ายประเทศ บางคนป่วย บางคนเสียชีวิต บางคนยังอยู่แต่กลายเป็นคนที่จำไม่ได้แล้ว และบางคน ที่เจ็บปวดที่สุด คือเรากลายเป็นคนที่ "หายไป" จากชีวิตของพวกเขา โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ

นี่คือเหตุผลที่เพลงนี้ยังถูกเล่นในงานศพ ในงานครบรอบการเสียชีวิต ในวินาทีที่คนฟังต้องการบอกอะไรบางอย่างกับคนที่ไม่อยู่แล้ว แต่บอกไม่ออก เพราะคำพูดธรรมดาทำไม่ได้ ในประเทศไทย เพลงนี้ปรากฏในงานรำลึกของศิลปินรุ่นเก่า ในงานเลี้ยงรุ่นที่ใครบางคนไม่ได้มา ในเพลย์ลิสต์ส่วนตัวของคนที่กำลังคิดถึงพ่อหรือแม่ที่จากไป

David Gilmour เคยพูดว่าทุกครั้งที่เขาเล่นเพลงนี้บนเวที เขาคิดถึง Syd และตอนนี้คิดถึงทั้ง Syd ที่จากไปในปี 2006 และ Richard Wright ที่จากไปในปี 2008 เพลงไว้อาลัยให้คนหนึ่งคน กลายเป็นเพลงไว้อาลัยให้ทุกคนที่เคยอยู่ในวงและเคยอยู่ในชีวิตของผู้ฟังแต่ละคน

"Wish You Were Here" คือเพลงที่เปิดให้ทุกคนเติมชื่อของคนที่ตัวเองคิดถึงเข้าไป มันคือกระจกบานหนึ่ง ที่สะท้อนคนหายไปจากชีวิตของแต่ละคน และนั่นคือเหตุผลที่มันจะยังคงดังต่อไป ไม่ใช่ในฐานะเพลงเก่าของวงเก่าจากยุคที่ผ่านไปแล้ว แต่ในฐานะภาษาที่มนุษย์ใช้พูดคุยกับการสูญเสียของตัวเอง

ในโลกที่เร่งรีบ ในยุคที่ทุกคนเล่นบทบาทของตัวเองในกรงสงครามรูปแบบใหม่ๆ บทเพลงที่กระซิบมาจากวิทยุเก่าๆ ของปี 1975 ยังคงถามคำถามเดียวกัน คุณยังแยกแยะออกไหม? คุณยอมแลกอะไรไปแล้วบ้าง? และคนที่คุณคิดถึงที่สุดในวินาทีนี้ คือใคร?

วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดำดิ่งในเสียงเพลง

The Dark Side of the Moon (Pink Floyd) อัลบั้มก่อนหน้า "Wish You Were Here" ที่ทำให้วงกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ ฟังคู่กันจะเข้าใจว่าทำไม Roger Waters ถึงเริ่มตั้งคำถามกับความสำเร็จ → Search

The Madcap Laughs (Syd Barrett) อัลบั้มเดี่ยวของ Syd หลังออกจากวง ฟังแล้วจะเข้าใจว่าทำไม Pink Floyd ถึงเขียนเพลงนี้ให้เขา เสียงร้องสั่นเครือของชายที่กำลังพยายามจับโลกที่ลื่นไหลออกจากมือ → Search

The Wall (Pink Floyd) ภาคต่อทางอารมณ์ของ "Wish You Were Here" Roger Waters ผลักธีมความโดดเดี่ยวและการแยกตัวจากโลกให้สุดทาง → Search

📚 ตามรอยเรื่องราว

Pink Floyd: The Story of Wish You Were Here (John Edginton, สารคดี) สารคดี BBC ที่สมาชิกวงทุกคนเล่าเบื้องหลังการบันทึกอัลบั้ม รวมถึงวินาทีที่ Syd Barrett เดินกลับมาสตูดิโอ → Search

Saucerful of Secrets: The Pink Floyd Odyssey (Nicholas Schaffner) ชีวประวัติเชิงลึกของวง พร้อมรายละเอียดยุค Syd Barrett ที่หาอ่านที่อื่นไม่ได้ → Search

Comfortably Numb: The Inside Story of Pink Floyd (Mark Blake) บันทึกการสัมภาษณ์สมาชิกวงและคนรอบข้างกว่าร้อยคน ครอบคลุมตั้งแต่ลอนดอนยุค 60 จนถึงปัจจุบัน → Search

🌍 ไปเยือนสถานที่เกี่ยวข้อง

Abbey Road Studios (ลอนดอน, สหราชอาณาจักร) สตูดิโอที่บันทึกอัลบั้ม "Wish You Were Here" และที่ Syd Barrett เดินเข้ามาในวันประวัติศาสตร์นั้น เปิดให้ชมภายนอก และมีร้านขายของที่ระลึก → Search

Saxophone Pub (กรุงเทพมหานคร) แลนด์มาร์กของชาวร็อกและแจ๊สในไทย วงคัฟเวอร์เพลง Pink Floyd บ่อยครั้ง บรรยากาศคล้ายผับลอนดอนยุค 70 → Search

ตลาดจตุจักร โซนแผ่นเสียง (กรุงเทพมหานคร) หาแผ่นไวนิล Pink Floyd รุ่นเก่าได้ที่นี่ บางร้านมีคอลเลกชันที่นักสะสมตามหามาทั่วโลก → Search

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง

กีตาร์อะคูสติก Martin D-28 หรือรุ่นเทียบเคียง กีตาร์ที่ David Gilmour ใช้บันทึกท่อนเปิดของเพลงนี้ ลองหาแบบราคาเข้าถึงได้เพื่อหัดเล่นโน้ตเปิดอันโด่งดัง → Search

โปสเตอร์ปกอัลบั้ม Wish You Were Here ภาพชายสองคนจับมือกัน คนหนึ่งกำลังลุกไหม้ ออกแบบโดย Storm Thorgerson เป็นไอคอนของศิลปะปกอัลบั้มยุค 70 → Search

เครื่องเล่นแผ่นเสียงเริ่มต้น เพลงนี้ออกแบบให้ฟังจากไวนิล เสียงเปิดที่เหมือนวิทยุจะมีพลังมากที่สุดในรูปแบบอนาล็อก → Search


🎵 Listen on all platforms

🤖 คำถามชวนคิดต่อ:

  1. ในชีวิตของคุณ มีใคร "หายไป" ทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่บ้างไหม? และคุณรับมือกับความรู้สึกนั้นอย่างไร?
  2. ถ้า Syd Barrett ไม่เคยป่วย Pink Floyd จะกลายเป็นวงแบบไหน? และเราจะมีอัลบั้ม "Wish You Were Here" ในเวอร์ชันที่เรารู้จักหรือไม่?
  3. มีเพลงไทยเพลงไหนที่ทำหน้าที่คล้าย "Wish You Were Here" สำหรับคุณ คือเป็นเพลงที่เปิดให้คุณเติมชื่อคนที่คิดถึงเข้าไปได้?
Tags
70s