SONGFABLE · 1984

Jump

VAN HALEN · 1984

เกริ่นนำ: "Jump" คือเพลงร็อกที่เปิดด้วยเสียงคีย์บอร์ดสังเคราะห์แทนกีตาร์ — เป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของ Van Halen และของวงการฮาร์ดร็อกในยุค 80s ทั้งหมด เนื้อหาที่ฟังดูเหมือนคำเชียร์ "กระโดดเลยสิ" จริง ๆ แล้วซ่อนเรื่องราวที่ค่อนข้างมืดมนเอาไว้ และสำหรับคนไทยที่เติบโตมากับยุคที่ MTV เริ่มเข้ามาทางทีวีไทย เพลงนี้คือหนึ่งในประตูบานแรกที่เปิดเราไปสู่ "เสียงตะวันตก" ก่อนที่คาราบาว, อัสนี–วสันต์ และคลื่นเพลงเพื่อชีวิตจะกลายเป็นเสาหลักของเราเอง

ทำไมเพลงนี้ถึงสำคัญ

คุณเคยได้ยินอินโทรของเพลง "Jump" ไหม? เสียงคีย์บอร์ดที่ดังขึ้นมาแบบสดใส เหมือนแสงแดดที่สาดเข้ามาทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ — ใครก็ตามที่เคยฟังวิทยุในช่วงต้นปี 1984 จะจำเสียงนั้นได้ทันที ผมคิดว่าเพลงนี้ไม่ใช่แค่เพลงฮิตธรรมดา มันคือเพลงที่ "เปลี่ยนนิยาม" ของคำว่าร็อกในยุคนั้นเลย

ก่อนหน้านี้ Van Halen เป็นวงที่ขึ้นชื่อเรื่องเสียงกีตาร์ — Eddie Van Halen คือเทพเจ้าของเด็กหนุ่มทั่วโลกที่อยากเล่นกีตาร์ให้เร็วและดุดัน เทคนิค "two-handed tapping" ของเขาในเพลง "Eruption" จากอัลบั้มแรกปี 1978 เปลี่ยนวิธีคิดของนักกีตาร์ทั่วโลก แต่พอมาถึง "Jump" — เขาเอาคีย์บอร์ดยี่ห้อ Oberheim OB-Xa มาวางอยู่ตรงกลาง แล้วให้กีตาร์เข้ามาเสริมตอนโซโล่เท่านั้น

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ คุณรู้ไหม นั่นเหมือนกับว่าวันหนึ่งสมุนไพรในก๋วยเตี๋ยวเรือถูกแทนด้วยชีส — แฟนเก่าบางคนโกรธ บางคนงง แต่ผลลัพธ์คือเพลงนี้กลายเป็นซิงเกิลอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 เพลงเดียวในประวัติศาสตร์ของวง

เบื้องหลังของวง และบริบทของปี 1984

Van Halen ก่อตั้งขึ้นที่เมือง Pasadena รัฐ California ในปี 1972 โดยพี่น้องสองคนที่ย้ายมาจากเนเธอร์แลนด์ — Eddie (กีตาร์) และ Alex (กลอง) Van Halen พ่อของพวกเขาเป็นนักดนตรีคลาริเน็ตและแซกโซโฟน ส่วนแม่เป็นชาวอินโดนีเซีย ครอบครัวเดินทางมาอเมริกาด้วยเงินติดกระเป๋าแค่ 50 ดอลลาร์ ผมเคยอ่านในบทสัมภาษณ์เก่า ๆ ว่า Eddie เริ่มเล่นเปียโนคลาสสิกตั้งแต่เด็ก ก่อนจะเปลี่ยนมาเล่นกีตาร์ — นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาสามารถสลับเครื่องดนตรีได้อย่างเป็นธรรมชาติ

นักร้องนำคนแรกของวงคือ David Lee Roth ผู้ชายที่มีบุคลิกเหมือนนักแสดงละครเวทีผสมกับนักมายากล Las Vegas เขาเป็นคนที่ทำให้ Van Halen ไม่ใช่แค่วงที่เล่นเก่ง แต่เป็นวง "ความบันเทิงครบเซ็ต" บนเวที

ปี 1984 — ชื่ออัลบั้มก็คือปีนั้นเลย — เป็นปีที่อเมริกาอยู่ในยุคของ Reagan, ของ MTV ที่เพิ่งเปิดได้ 3 ปี, ของแฟชั่นผมฟู ๆ ใหญ่ ๆ และของ Michael Jackson ที่ครองชาร์ทอยู่ "Jump" ขึ้นเบอร์ 1 ในเดือนกุมภาพันธ์ 1984 และเขี่ย "Thriller" ลงจากอันดับหนึ่งได้ในที่สุด ผมจำได้ว่าตอนนั้นมีแต่คนพูดถึงสองอัลบั้มนี้ — มันคือยุคทองของอัลบั้มร็อก-ป๊อปที่ขายระดับ 10 ล้านชุดขึ้นไป

ความหมายที่แท้จริง — เรื่องที่ซ่อนอยู่

ตรงนี้คือส่วนที่ผมชอบเล่าให้แขกในร้านฟัง คุณรู้ไหมว่า David Lee Roth ได้แรงบันดาลใจของเนื้อเพลงนี้มาจากไหน?

เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตอนที่ดูข่าวโทรทัศน์ เห็นข่าวคนกำลังจะกระโดดลงมาจากตึกสูงเพื่อฆ่าตัวตาย มีฝูงชนยืนดูอยู่ข้างล่าง แล้วเขาก็คิดในใจว่า "ในฝูงชนนั้นต้องมีคนสักคนที่อยากตะโกนว่า 'กระโดดเลยสิ!'" — ไม่ใช่เพราะโหดร้าย แต่เพราะมนุษย์มีด้านมืดที่อยากให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

ฟังดูน่ากลัวใช่ไหม แต่ Roth กลับเอาความคิดนั้นมาพลิกเป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกฮึกเหิม — กลายเป็นคำเชิญชวนให้ "กระโดดเข้าหาความรัก" "กระโดดเข้าหาโอกาส" "อย่ารีรอ" ผมคิดว่านี่คือเสน่ห์ของเพลงป๊อปร็อกชั้นยอด — ต้นทางอาจมาจากความมืด แต่ปลายทางคือพลังบวก

อีกเรื่องที่น่าสนใจ — Eddie Van Halen แต่งริฟฟ์คีย์บอร์ดของเพลงนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1981 หรือ 1982 แต่ David Lee Roth กับโปรดิวเซอร์ Ted Templeman ไม่ยอมให้เอามาใช้ เพราะกลัวว่าแฟน ๆ จะรับไม่ได้ที่ "เทพกีตาร์" หันมาเล่นคีย์บอร์ด Eddie เก็บงำริฟฟ์นั้นไว้นานหลายปี จนกระทั่งเขาสร้างสตูดิโอส่วนตัวชื่อ "5150" ที่บ้านตัวเองในปี 1983 — เขาถึงได้อิสระในการบันทึกในแบบที่เขาต้องการ

นั่นคือบทเรียนที่ผมอยากบอกคนรุ่นใหม่ บางครั้งไอเดียดี ๆ ต้องรอ "พื้นที่ของตัวเอง" ก่อนจึงจะคลอดออกมาได้

บริบททางวัฒนธรรมสำหรับคนไทย

ปี 1984 เพื่อให้นึกภาพออก ที่ประเทศไทยตอนนั้นคือยุคที่คาราบาว (คาราบาว) เพิ่งออกอัลบั้ม "เมด อิน ไทยแลนด์" ในเดือนตุลาคม 1984 — อัลบั้มที่ขายได้กว่า 5 ล้านชุด กลายเป็นปรากฏการณ์ของวงการเพลงไทย เพลงเพื่อชีวิตกำลังขึ้นถึงจุดสูงสุด แอ๊ด คาราบาว, ยืนยง โอภากุล, กำลังพูดเรื่องชาวนา เรื่องคนทำงาน เรื่องประเทศชาติ

แล้วในเวลาเดียวกันนั้นเอง MTV และคลื่นเพลงตะวันตกก็ไหลเข้ามาทางวิทยุและทีวีไทย เด็กกรุงเทพในยุคนั้นจะเติบโตมากับสองโลกพร้อม ๆ กัน — เปิดวิทยุก็ได้ยินคาราบาว เปิดทีวีช่อง 9 หรือเทปคาสเซ็ตของพี่ก็ได้ยิน Van Halen, Bon Jovi, Bryan Adams สลับกันไป

ผมว่าน่าสนใจนะ ที่อัสนี–วสันต์ (อัสนี–วสันต์) เริ่มเอาเสียงซินธิไซเซอร์มาผสมกับร็อกไทยในช่วงกลางถึงปลาย 80s ก็อาจมีอิทธิพลทางอ้อมจากเพลงอย่าง "Jump" ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าคีย์บอร์ดและกีตาร์ไฟฟ้าอยู่ด้วยกันได้โดยไม่ทำให้ความเป็นร็อกหายไป

ต่อมาในยุค 90s บอดี้สแลม (บอดี้สแลม) และโมเดิร์น ด็อก (โมเดิร์น ด็อก) ก็เติบโตขึ้นมาในระบบนิเวศที่ "ร็อกผสมเมโลดี้" เป็นเรื่องปกติแล้ว ผมคิดว่าถ้าไม่มีเพลงอย่าง "Jump" เปิดทางในช่วง 80s — ภูมิทัศน์ของเพลงร็อกทั้งโลก รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คงไม่หน้าตาแบบที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้

ถ้าคุณเดินไปแถวจตุจักร (Chatuchak) วันเสาร์อาทิตย์ ไปแผงขายแผ่นเสียงแถวโซน 26-27 คุณยังจะเจอแผ่นไวนิลของอัลบั้ม "1984" วางอยู่ บางครั้งราคาสูงพอควรถ้าเป็นแผ่นพิมพ์แรก ปกสีขาวที่มีรูปเด็กทูตสวรรค์สูบบุหรี่ — เป็นภาพที่ติดตามาก เคยถูกแบนในหลายร้านค้าด้วยซ้ำในยุคนั้น

ทำไมเพลงนี้ยังโดนใจคนยุคนี้

ผมว่ามีสองเหตุผลใหญ่

หนึ่ง — เสียงอินโทรของคีย์บอร์ดยังเป็น "earworm" ที่จดจำได้ทันทีแม้คนเกิดปี 2000 ก็ตาม คุณจะเห็นมันโผล่มาในโฆษณา ในซีรีส์ Stranger Things, ในเกม Grand Theft Auto, ในมีมบน TikTok เพลงไหนที่อินโทรแค่ 5 วินาทีก็ทำให้คนจำได้ — นั่นคือเพลงที่อมตะ

สอง — สารของเพลงคือ "อย่ารีรอ ตัดสินใจ กระโดด" — เป็นคำที่คนทุกยุคต้องการได้ยิน ในยุคที่คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ — ลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านกาแฟ ย้ายไปเชียงใหม่ทำงานรีโมต เปิดธุรกิจสตาร์ทอัพ — "Jump" เป็นเหมือนเพื่อนเก่าที่ตบบ่าเบา ๆ แล้วบอกว่า "เอาเลย"

แล้วในเชิงดนตรี ผมว่านักดนตรีไทยรุ่นใหม่ที่เคยเห็นวง Slot Machine, Cocktail, Big Ass ใช้คีย์บอร์ดผสมกับกีตาร์หนัก ๆ — รากเหง้าของแนวทางนั้นย้อนกลับไปได้ถึง "Jump" ในปี 1984 นี่แหละ

น่าเศร้าที่ Eddie Van Halen เสียชีวิตในปี 2020 ด้วยโรคมะเร็ง อายุ 65 ปี ผมยังจำคืนนั้นได้ ตอนได้ยินข่าว เปิดแผ่น "1984" ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ — เสียงคีย์บอร์ดในอินโทรของ "Jump" ตอนนั้นฟังดูเหมือนคำอำลา มากกว่าคำเชิญชวน คุณรู้ไหม ดนตรีมีพลังเปลี่ยนความหมายได้ตามช่วงเวลา

How to dive deeper — ดำดิ่งลงไปลึกกว่านี้

🎧 ฟังเพิ่ม

📚 อ่านเพิ่ม

🌍 ไปเยือน

🎸 ลองทำเอง


ฟัง "Jump" บนแพลตฟอร์มที่คุณชอบ → https://song.link/s/0HCnNvCWaPF0PSx7XOelM2

🤖

Tags