SONGFABLE · 1995

High and Dry

RADIOHEAD · 1995

Listen elsewhere

We couldn't link a Spotify track for this story. Try searching the title on song.link to find it on your preferred service.

High and Dry - Radiohead (1995)

เพลงที่วงดนตรีผู้สร้างเองยังเคยปฏิเสธ บอกว่ามันเป็นเพลงที่แย่ที่สุดของอัลบั้ม The Bends แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในเพลงที่ผู้คนทั่วโลกยังคงร้องตามด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออยู่จนถึงทุกวันนี้ "High and Dry" คือบทเพลงเกี่ยวกับความกลัวที่จะถูกทิ้งไว้กลางทาง ความหวาดหวั่นต่อการสูญเสียบางสิ่งที่กำลังจะหลุดมือ และการเฝ้ามองตัวเองค่อยๆ จมหายไปในวังวนของความทะเยอทะยานที่ไม่อาจหยุดยั้งได้

Hook

มีบางช่วงเวลาในชีวิตคนเราที่รู้สึกว่ากำลังลอยอยู่กลางอากาศ ไม่ตกลงสู่พื้น ไม่บินขึ้นฟ้า เพียงแต่ค้างเติ่งอยู่ตรงนั้น มองดูทุกสิ่งที่เคยยึดเหนี่ยวค่อยๆ ห่างออกไป "High and Dry" คือเพลงที่จับห้วงเวลาแห่งความเปราะบางนั้นเอาไว้ได้อย่างน่าขนลุก เสียงร้องของ Thom Yorke ในเพลงนี้ไม่ใช่เสียงตะโกนแห่งความเจ็บปวด แต่เป็นเสียงกระซิบของคนที่เพิ่งตระหนักว่าตัวเองกำลังหายไปทีละน้อย

ที่น่าประหลาดใจคือ Radiohead เองเกลียดเพลงนี้ พวกเขาเรียกมันว่า "เพลงของ Rod Stewart" ในเชิงดูถูก และเคยพยายามจะตัดมันออกจากอัลบั้ม The Bends ด้วยซ้ำ Thom Yorke เคยพูดในการสัมภาษณ์หลายครั้งว่าเพลงนี้ห่วย ไม่ดีพอ ไม่สมกับเป็นผลงานของวงที่กำลังพยายามสร้างเสียงใหม่ให้กับร็อกในยุค 90s แต่นั่นแหละ คือความขัดแย้งที่งดงามของศิลปะ บางครั้งสิ่งที่ศิลปินดูถูกที่สุดกลับเป็นสิ่งที่เข้าถึงหัวใจผู้คนได้ลึกที่สุด เพราะมันถูกสร้างขึ้นโดยปราศจากการคำนวณ ปราศจากความพยายามที่จะ "ดูเท่"

เพลงนี้บันทึกเสียงไว้ตั้งแต่ปี 1993 ก่อนหน้าอัลบั้มเปิดตัว Pablo Honey ด้วยซ้ำ แต่ถูกเก็บไว้นานถึงสองปีเพราะวงไม่แน่ใจว่ามันดีพอหรือไม่ จนกระทั่งโปรดิวเซอร์ John Leckie ฟังเดโมเก่าๆ แล้วยืนยันว่าเพลงนี้ต้องอยู่ในอัลบั้ม The Bends เขามองเห็นบางสิ่งที่ตัววงเองมองไม่เห็น นั่นคือความสามารถในการสื่อสารกับคนธรรมดาที่กำลังรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองกำลังหลุดลอย

Background

ปี 1995 คือปีที่ Radiohead กำลังจะกลายเป็นวงระดับโลก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นปีที่พวกเขาเกือบจะแตกหัก หลังจากความสำเร็จเกินคาดของเพลง "Creep" ในปี 1993 วงตกอยู่ในสภาพแปลกประหลาด พวกเขาถูกค่ายเพลงผลักดันให้ทัวร์ไปทั่วโลกอย่างไม่หยุดหย่อน เล่นเพลงเดิมซ้ำๆ ต่อหน้าผู้ชมที่มาเพื่อฟังเพลงเดียวเท่านั้น

Thom Yorke เคยเล่าว่าในช่วงนั้นเขาเริ่มไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร เขาเป็นนักดนตรีที่อยู่บนเวที หรือเป็นสินค้าที่ถูกขายอยู่ในแผ่นซีดี ความรู้สึกแปลกแยกจากตัวเองนี้แทรกซึมเข้าไปในเพลงทุกเพลงของอัลบั้ม The Bends แต่ปรากฏชัดที่สุดในเพลงอย่าง "High and Dry", "Fake Plastic Trees" และ "Bones"

อัลบั้ม The Bends เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Radiohead พวกเขาเริ่มทดลองกับซาวด์ที่ซับซ้อนขึ้น ใช้กีต้าร์แบบ Jonny Greenwood ที่ผสมระหว่างเสียงคลีนและเสียงดิสทอร์ชั่นในแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน Phil Selway มือกลองค่อยๆ พัฒนาจังหวะแบบ minimalist ที่จะกลายเป็นเอกลักษณ์ของวงในอัลบั้มถัดมา ส่วน Colin Greenwood และ Ed O'Brien สร้างพื้นผิวเสียงเบสและกีต้าร์ที่หนาแน่นเป็นชั้นๆ

แต่ "High and Dry" ในความหมายหนึ่งคือเพลงที่ "ย้อนแย้ง" กับทิศทางของวง มันเรียบง่ายเกินไป มันคล้ายเพลงป๊อปร็อกในยุค 80s มากเกินไป มันไม่มีความซับซ้อนเชิงทดลองที่วงพยายามจะสร้าง ทว่าความ "ตรงไปตรงมา" นี้เองคือพลังของมัน ในยุคที่ดนตรี alternative rock กำลังพยายามจะ "เท่" ให้มากกว่าใคร เพลงที่ยอมโชว์ความเปราะบางอย่างไม่ปกป้องตัวเองกลับสร้างผลกระทบที่ลึกซึ้งกว่า

The Bends ออกวางจำหน่ายในเดือนมีนาคม 1995 ในช่วงที่กระแส Britpop กำลังครอบงำวงการดนตรีอังกฤษ Oasis และ Blur กำลังต่อสู้กันบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ทุกคนกำลังเฉลิมฉลองความเป็นอังกฤษอย่างภาคภูมิ แต่ Radiohead กลับเลือกเดินสวนทาง พวกเขาไม่สนใจที่จะเป็น "วงอังกฤษ" พวกเขาสนใจที่จะเป็นวงที่พูดถึงความวิตกกังวลของมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเหนือคู่แข่งทั้งหมดในที่สุด

Real meaning

ความหมายที่แท้จริงของ "High and Dry" คือสิ่งที่ Thom Yorke เคยปฏิเสธจะอธิบายอยู่หลายปี เขาเพียงแต่บอกว่ามันเกี่ยวกับ "คนที่อยากเป็นคนอื่น" และ "การเสี่ยงทุกอย่างเพื่อบางสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ต้องการจริงๆ" แต่เมื่อพิจารณาจากบริบทช่วงเวลาที่เขียนเพลงนี้และตัวเนื้อหา เราสามารถมองมันได้หลายชั้น

ชั้นแรกคือเรื่องของความสัมพันธ์ที่กำลังจะจบ ภาพของคนสองคนที่อยู่ในรถยนต์คันเดียวกัน คนหนึ่งกำลังขับเข้าหาความฝัน อีกคนกำลังถูกทิ้งไว้ข้างทาง ความรู้สึกของคนที่ถูกทอดทิ้งกลางทะเลทรายโดยไม่มีน้ำ ไม่มีทิศทาง สำนวน "high and dry" ในภาษาอังกฤษหมายถึง "ถูกทิ้งให้อยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากโดยไม่มีใครช่วยเหลือ" และเพลงนี้เล่นกับความหมายนี้อย่างแยบยล

ชั้นที่สองคือเรื่องของอุบัติเหตุ มีตำนานว่าเพลงนี้ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากเรื่องราวของ Evel Knievel นักแสดงผาดโผนชาวอเมริกันที่พยายามจะกระโดดข้ามแกรนด์แคนยอนด้วยจรวด เป็นภาพของคนที่ผลักดันตัวเองให้ไปถึงขีดสุดเพื่อความสำเร็จ จนกระทั่งสุดท้ายไม่เหลืออะไร เป็นภาพของชายผู้ตกลงสู่พื้นด้วยร่มชูชีพในขณะที่ทั้งโลกหัวเราะเยาะ

ชั้นที่สามคือเรื่องของตัว Thom Yorke เอง และความรู้สึกที่เขามีต่อชื่อเสียงของตัวเอง การเป็น "rock star" หลังเพลง Creep ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังเล่นบทบาทที่ตัวเองไม่ได้เลือก เขาเห็นตัวเองกำลังกลายเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้ต้องการเป็น และเพลงนี้คือคำเตือนถึงตัวเองว่าอย่ายอมให้สิ่งที่กำลังจะหลุดมือนั้นหลุดไปจริงๆ

แต่ที่งดงามที่สุดคือชั้นที่สี่ ซึ่งเป็นชั้นที่ผู้ฟังแต่ละคนใส่ความหมายของตัวเองลงไป "High and Dry" กลายเป็นเพลงของคนที่กำลังจะออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่ทำงาน เป็นเพลงของคนที่เพิ่งสูญเสียคนรัก เป็นเพลงของคนที่กำลังเฝ้ามองตัวเองทำผิดพลาดในชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในแง่ดนตรี การก่อรูปของเพลงนี้น่าสนใจมาก มันเริ่มต้นด้วยกีต้าร์อะคูสติกที่เปราะบาง จังหวะกลองเบาๆ ที่เกือบจะเป็นเสียงหัวใจเต้น แล้วค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นพายุของเสียงในท่อนคอรัส มันเป็นโครงสร้างแบบ "quiet-loud-quiet" ที่วง Pixies และ Nirvana ทำให้แพร่หลาย แต่ Radiohead ใช้มันในแบบที่นุ่มนวลกว่า เป็นความรุนแรงที่ถูกห่อหุ้มด้วยความสุภาพ

เสียงร้องของ Thom Yorke ในเพลงนี้ใช้เทคนิคฟอลเซตโต้ (falsetto) ที่จะกลายเป็นลายเซ็นของเขาในอัลบั้มถัดๆ มา มันเป็นเสียงที่แตกหัก เป็นเสียงของคนที่กำลังจะร้องไห้ แต่ยังคงพยายามจะร้องเพลงต่อไป

Cultural context for Thai (ภาษาไทย)

สำหรับผู้ฟังชาวไทย "High and Dry" มาถึงในช่วงที่วงการเพลงไทยกำลังเปิดรับสุนทรียะใหม่ๆ จากตะวันตก ปี 1995 เป็นยุคทองของเพลงร็อกไทยที่กำลังก้าวข้ามจากแนวเพื่อชีวิตแบบดั้งเดิมไปสู่แนวทางที่ทดลองมากขึ้น

วงคาราบาว (Carabao) ที่นำโดยแอ๊ด คาราบาว ในยุคนั้นเริ่มทดลองกับซาวด์ที่หลากหลายขึ้น แม้แก่นของพวกเขาจะยังคงเป็นเพลงเพื่อชีวิตที่พูดถึงปัญหาสังคม แต่การโปรดักชั่นเริ่มมีกลิ่นอายของร็อกสากลมากขึ้น ความน่าสนใจคือคาราบาวและ Radiohead ดูเหมือนจะอยู่คนละขั้วของสเปกตรัมดนตรี วงหนึ่งพูดถึงปัญหาภายนอก สังคม การเมือง ชนชั้น อีกวงหนึ่งพูดถึงปัญหาภายใน ตัวตน จิตวิทยา ความเปราะบาง แต่ทั้งสองวงมีบางสิ่งที่เหมือนกัน นั่นคือการปฏิเสธที่จะเป็นเพียงความบันเทิงสำเร็จรูป

ในช่วงปลายยุค 90s ถึงต้นยุค 2000 วง Modern Dog ขึ้นมาเป็นวงร็อกอัลเทอร์เนทีฟไทยที่ได้รับอิทธิพลจาก Britpop และ alternative rock อย่างชัดเจน ป๊อด ธนชัย อุชชิน นักร้องนำของวง มีน้ำเสียงที่ชวนให้นึกถึง Thom Yorke ในหลายๆ ช่วง โดยเฉพาะในเพลงช้าๆ ที่เปราะบาง อัลบั้ม "ทิงนองนอย" (1996) ของ Modern Dog อาจเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับสิ่งที่ The Bends เป็นต่อวงการเพลงไทย มันเป็นอัลบั้มที่บอกว่าเพลงร็อกไทยสามารถพูดถึงความรู้สึกภายในที่ซับซ้อนได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงเพลงรักหรือเพลงสังคม

ในยุค 2000s วง Bodyslam ที่นำโดยตูน บอดี้สแลม ขึ้นมาเป็นวงร็อกเบอร์หนึ่งของไทย พวกเขามีความสามารถในการสร้างเพลงร็อกที่ "อะนีมิก" ในแบบที่คนไทยเข้าถึงได้ เพลงอย่าง "ความเชื่อ" หรือ "คนที่ถูกรัก" มีความรู้สึกของความหวังที่ห่อหุ้มด้วยความเศร้า ซึ่งเป็นพื้นผิวอารมณ์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ Radiohead ทำใน The Bends แม้สำเนียงดนตรีจะต่างกันโดยสิ้นเชิง

ในกรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่บูชาดนตรีแบบ Radiohead อย่างจริงจัง Saxophone Pub Bangkok ที่อยู่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นสถานที่ที่นักดนตรีและคนรักเพลงมารวมตัวกันมาตั้งแต่ปี 1987 พวกเขามักจะเล่นเพลง cover ของวงระดับโลกรวมถึง Radiohead ในคืนที่บรรยากาศเหมาะสม การได้นั่งดื่มเบียร์ในผับเล็กๆ ฟังวงไทยเล่นคอร์ดเปิดของ "High and Dry" เป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าได้ดีถึงการที่ดนตรีก้าวข้ามพรมแดน

นอกจากนี้ในกลุ่ม indie ไทยรุ่นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาในยุค 2010s วงอย่าง Yellow Fang, Slot Machine ในช่วงต้นๆ และ The Yers ต่างมีร่องรอยของ Radiohead อยู่ในเสียงดนตรีของพวกเขา ไม่ใช่ในแบบลอกเลียน แต่ในแบบที่หลงเสน่ห์ของการสร้างพื้นผิวเสียงที่หนาแน่นและการให้ความสำคัญกับอารมณ์มากกว่าโชว์เทคนิค

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือวิธีที่คำว่า "high and dry" ถูกแปลในวัฒนธรรมไทย ในภาษาไทยเรามีสำนวน "ตกอับ" หรือ "ตกที่นั่งลำบาก" ที่ใกล้เคียงกัน แต่ความหมายของ "high and dry" มีนัยยะของการ "ถูกทอดทิ้ง" ที่ลึกซึ้งกว่า มันคือความรู้สึกของการถูกผู้อื่นทำให้ติดอยู่ในสถานการณ์นั้น ไม่ใช่การหลงทางด้วยตัวเอง ในบริบทไทยที่ระบบความสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญมาก ความรู้สึก "ถูกทอดทิ้ง" จึงสะเทือนใจในแบบที่ลึกซึ้งเป็นพิเศษ

Why it resonates today

สามทศวรรษหลังจากที่เพลงนี้ถูกบันทึก "High and Dry" ดูเหมือนจะยิ่งมีความหมายมากขึ้นในโลกปัจจุบัน ในยุคที่ทุกคนพยายามจะ "ปั่น" ตัวเองให้ขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพ ของโซเชียลมีเดีย ของชีวิต เพลงนี้กลายเป็นคำเตือนที่เงียบและรุนแรงพร้อมๆ กัน

ในยุคของ TikTok, Instagram และ LinkedIn ที่ทุกคนต้องสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้น่าสนใจตลอดเวลา ทุกคนกำลังเล่นบทบาทที่ตัวเองไม่ได้เลือกเสมอ คนหนุ่มสาวจำนวนมากรู้สึกว่าพวกเขากำลังขับรถเข้าใส่หน้าผาด้วยความเร็วสูง โดยไม่รู้ว่าจะมีร่มชูชีพให้ดึงหรือไม่ ความรู้สึกของการ "ถูกค้างเติ่งกลางอากาศ" ที่ Thom Yorke สื่อสารในปี 1995 นั้นกลับใกล้เคียงกับความรู้สึก burnout ของคน Gen Z และ Millennials ในปัจจุบันอย่างน่าตกใจ

ในกรุงเทพฯ ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ คนหนุ่มสาวที่ต้องทำงานสามงานพร้อมกันเพื่อจะจ่ายค่าเช่าคอนโด ที่ต้องสร้าง "personal brand" บน Instagram เพื่อจะได้งานต่อไป ที่ต้องดู "successful" ตลอดเวลาแม้ในใจจะรู้สึกว่ากำลังจมน้ำ คนเหล่านี้คือผู้ฟังที่แท้จริงของเพลงนี้ในวันนี้

ที่น่าสนใจคือเพลงนี้ไม่ได้ให้คำตอบ ไม่ได้บอกว่าควรทำอย่างไร มันเพียงแต่ยืนยันว่าความรู้สึกนั้นมีจริง ความเปราะบางนั้นเป็นเรื่องสากล ในวัฒนธรรมที่บูชา productivity และ self-optimization การได้ฟังเพลงที่ "ยอม" รู้สึกแย่โดยไม่พยายามจะแก้ปัญหา เป็นการปลดปล่อยทางจิตใจอย่างหนึ่ง

นอกจากนี้ ในยุคของ AI และระบบอัลกอริทึมที่กำหนดชีวิตเราทุกวัน ความรู้สึก "ถูกทอดทิ้งโดยระบบ" กลับยิ่งเข้มข้นขึ้น คนทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์รู้สึกว่ากำลังถูกทดแทนโดยเครื่องจักร คนขับ Grab รู้สึกว่ากำลังถูกควบคุมโดยตัวเลขที่มองไม่เห็น คนที่อยู่ในความสัมพันธ์ระยะไกลรู้สึกว่ากำลังถูกหน้าจอกั้นไว้จากคนที่รัก ความรู้สึกเหล่านี้คือเวอร์ชั่นใหม่ของสิ่งที่ Thom Yorke ร้องในปี 1995

ในที่สุด "High and Dry" คือเพลงที่อยู่ในกลุ่มที่หายากมากในประวัติศาสตร์ดนตรี เพลงที่ศิลปินผู้สร้างเกลียด แต่ผู้ฟังรัก เพลงที่เกิดจากความสับสนของศิลปินที่ไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร และนั่นแหละคือเหตุผลที่มันยังคงพูดกับเราในวันนี้ เพราะเราทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่ไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร และต้องการเพลงที่จะอยู่เป็นเพื่อนในช่วงเวลานั้น

วิธีดำดิ่งลึกขึ้น

🎧 ดำดิ่งในเสียงเพลง

The Bends (Radiohead) อัลบั้มต้นกำเนิดของ "High and Dry" ที่เป็นจุดเปลี่ยนของวง ฟังเพลง Fake Plastic Trees, Street Spirit (Fade Out) และ Bones ต่อจาก High and Dry เพื่อเข้าใจภูมิทัศน์อารมณ์ทั้งหมดของอัลบั้มนี้ → Search

ทิงนองนอย (Modern Dog) อัลบั้มเปิดตัวของ Modern Dog ที่ออกในปี 1994 ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็นคู่ขนานของไทยกับ The Bends ในแง่ความกล้าที่จะพูดเรื่องอารมณ์ภายในที่ซับซ้อนผ่านดนตรีร็อกอัลเทอร์เนทีฟ → Search

📚 ตามรอยเรื่องราว

Radiohead: Hysterical and Useless (Martin Clarke) หนังสือชีวประวัติของวง Radiohead ที่เจาะลึกถึงช่วงเวลาการบันทึก The Bends และความขัดแย้งภายในวงในช่วงที่กำลังจะกลายเป็นวงระดับโลก เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับคนที่อยากเข้าใจที่มาของเพลงนี้ → Search

This Isn't Happening: Radiohead's Kid A and the Beginning of the 21st Century (Steven Hyden) แม้จะเน้นที่ Kid A แต่หนังสือเล่มนี้ให้ภาพรวมที่ยอดเยี่ยมว่าทำไม Radiohead กลายเป็นวงสำคัญของศตวรรษที่ 21 และทำไม The Bends คือก้าวสำคัญที่นำพาไปสู่จุดนั้น → Search

🌍 ไปเยือนสถานที่เกี่ยวข้อง

Saxophone Pub Bangkok ผับดนตรีสดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นจุดรวมของนักดนตรีและคนรักเพลงในกรุงเทพฯ มานานกว่าสามทศวรรษ มักมีวงที่เล่น cover เพลง Radiohead และวง alternative rock ระดับโลกในบางคืน บรรยากาศใกล้ชิดและเสียงดีเหมาะกับการดื่มด่ำกับเพลงช้าๆ → Search

Oxford, England บ้านเกิดของ Radiohead ทั้ง 5 คน วงก่อตัวขึ้นที่โรงเรียน Abingdon School ใกล้ Oxford การเดินทางไปย่านนี้และพื้นที่รอบๆ มหาวิทยาลัย Oxford ให้บรรยากาศของอังกฤษชั้นกลางที่หล่อหลอมความรู้สึกแปลกแยกของวง → Search

🎸 ลองสัมผัสด้วยตัวเอง

Acoustic Guitar สำหรับมือใหม่ "High and Dry" คือเพลงที่เริ่มต้นด้วยกีต้าร์อะคูสติกที่ใช้คอร์ดไม่ซับซ้อนมาก เป็นเพลงที่เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากหัดเล่นเพลงร็อก ลองเริ่มจากกีต้าร์อะคูสติกราคาประหยัดและคู่มือคอร์ดของเพลงนี้ → Search

หูฟัง over-ear คุณภาพดี The Bends เป็นอัลบั้มที่มีพื้นผิวเสียงซับซ้อนหลายชั้น การฟังผ่านลำโพงโทรศัพท์จะพลาดรายละเอียดสำคัญ ลงทุนในหูฟัง over-ear ที่ให้ภาพเสียงกว้างเพื่อสัมผัสประสบการณ์ฟังที่สมบูรณ์ → Search


🎵 Listen on all platforms

🤖 คำถามต่อยอด:

  1. ทำไมศิลปินมักจะเกลียดผลงานที่ผู้ฟังรักที่สุด และความขัดแย้งนี้บอกอะไรเกี่ยวกับการสร้างสรรค์?
  2. ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟไทยในยุค 90s ได้รับอิทธิพลจาก Radiohead อย่างไรบ้าง และวงไทยวงไหนที่นำมาแปรเป็นภาษาตัวเองได้สำเร็จที่สุด?
  3. ในยุคของ burnout และโซเชียลมีเดีย เพลงประเภทไหนที่ทำหน้าที่เป็น "High and Dry" ของยุคนี้?
Tags
90s